mib fb is heart

ถ้า Facebook คือหัวใจ Website คือจิตวิญญาณ

“ถ้า Facebook คือหัวใจ Website คือจิตวิญญาณ”
.
.
ผมพูดประโยคนี้ครั้งแรกที่งานบรรยายหลายเดือนก่อน เพราะเป็นหลักที่ผมยึดถือมาโดยตลอด
.
เพราะจริงๆแล้ว การทำ Digital Marketing ควรเริ่มต้นจากการทำเว็บไซต์ด้วยซ้ำไป แต่เมื่อย้อนกลับไปไม่ถึงสิบปี Social Media บูมขึ้นอย่างสุดพลัง! ทำให้เกิดกระแส Social Commerce ที่บางคนขายของผ่าน Social Media บางคนมีแต่เพจเฟสบุค บางคนมีแค่ IG กับไลน์ ก็ยอดขายเดือนเป็นล้านก็มีให้เห็นบ่อยจนไม่ใช้เรื่องแปลกใหม่ คนส่วนหนึ่งจึงละเลยการมี Website เป็นของตัวเอง
.
จริงๆ แล้วการเว็บไซต์ของตัวเองมีประโยชน์หลายอย่าง ครับ กูรูหลายคนก็พูดกันตลอด เช่น
.
– เฟสบุคเป็นเหมือนห้องเช่า บ้านเราจริงๆคือเว็บไซต์ Facebook เป็น Social-Media ซึ่งมีเกิดมีดับไปตามภาวะแถมจะขึ้นค่าเช่า ไล่เราออกเมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะเราไปเช่าที่เค้าอยู่ แต่เว็บไซต์นี่สิคือบ้านเราของจริง และจะคงอยู่ตลอดไปตามอายุของอินเตอร์เน็ต ไม่ผันแปรเหมือน Social Media
.
– การทำ Online Marketing สมมติมี 10 ระดับ ถ้าคุณไม่มีเว็บไซต์ คุณจะไปไกลสุดได้แค่ระดับ 5 เท่านั้น เพราะขั้นต่อๆไป ต้องใช้เว็บไซต์ประกอบด้วย
.
ที่เล่ามาเป็นแค่น้ำจิ้ม จริงๆประโยชน์ของการมีเว็บมีอีกนับเป็นสิบอย่างได้เลย ดังนั้นจึงอยากเชียร์ให้มีเว็บไซต์กันครับ
.
และถ้าอยากเปิดเว็บไซต์ เปิดได้ 3 แบบ 3 level คือ เรียงลำดับจากง่ายไปยาก
.
.
Level1.ง่ายสุด เว็บสำเร็จรูป (ทำเองได้ ห้ามจ้าง)
.
ถ้าเอาไว้เขียนบทความ แนะนำเป็นบล็อก ทำเองได้ ไม่ยากมาก เขียนบทความเองอัพเอง
blogspot.com (อันนี้ของกูเกิล)
– bloggang (ของpantip)
– storylog.co (ของพี่หมู ookbee)
– Blognone
.
ส่วนอีกประเภทเป็นเว็บสำเร็จรูป ไว้ซื้อของออนไลน์มีระบบตะกร้าสินค้า
– weloveshopping
tarad.com
– lnwshop
– bentoweb
.
พวกนี้คือกลุ่มเว็บสำเร็จรูป จริงๆมีอีกเพียบครับ ลองทำเอง ศึกษาเองได้ไม่ยาก ยูทูปมีสอนครับ ซึ่งต่อให้ไม่มีสอนลองคลิ๊กๆดูเองก็ได้ครับ แป๊บๆก็เป็น เชื่อผม
.
.
Level 2 : ทำ Website ด้วย WordPress (อันนี้จ้างก็ได้ ทำเองได้ยิ่งดี)
.
เว็บของธุรกิจผมทุกอันทำด้วยอันนี้ครับ wordpress นี่เป็น CMS พูดง่ายๆคือ เป็นการทำเว็บกึ่งสำเร็จรูปครับ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียน code สามารถปรับแต่งได้เยอะ
.
ส่วนตัวเชียร์ให้ทำอันนี้ เพราะสามารถปรับแต่งเข้ากับการทำ Digital Marketing ระดับ Advanced ได้ ซึ่งการทำเว็บสำเร็จรูปแบบ level1 ทำไม่ได้ครับ สำหรับการทำ Website ด้วย wordpress ถ้าจะทำเอง ใช้เวลาหน่อย มียูทูปสอนเช่นกัน เสิร์ชว่า “build website with wordpress” ขึ้นมาเพียบ ทำตาม step by step ได้เลย
.
ตอนทำเว็บครั้งแรก ผมก็ทำแบบนี้ครับ เปิด youtube เอาละทำตาม คลิปใน youtube ยาวประมาณ 2 ชั่วโมง ผมกว่าจะทำได้ แค่โครงๆนะครับ เกือบ 2 วันได้ 5555
.
Level 3 : เว็บเขียนเองใหม่ทั้งหมด (ต้องจ้างทำเท่านั้น) อันนี้จะแพงสุด ทำได้เยอะสุด เพราะเขียนใหม่ขึ้นมาเอง ต้องให้โปรแกรมเมอร์หรือ Web designer ทำให้เท่านั้น สนนราคาหลายหมื่นจนหลายแสนแล้วแต่ฟังก์ชัน แนะนำ SMEs ถ้าไม่ใช่ Start Up ที่ต้องการฟังก์ชันพิเศษอะไร การทำ Website ด้วย WordPress ที่เป็น level2 ก็ครอบคลุมแทบทั้งหมดแล้วครับ
.
.
และอย่ากระนั้นเลย ผมได้เปิดแฟนเพจ www.facebook.com/marketinginblack มาได้ 2 อาทิตย์กว่าแล้ว เพื่อเป็นการยืนยันในหลักการ เมื่อวานนี้ก็ได้ลงมือทำเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ นั่นคือ www.marketinginblack.net  เว็บไซท์นี้เอว
.
ทำด้วย wordpress เหมือนกัน 3 ชั่วโมงเสร็จเลย (เพราะจริงๆทำง่ายมาก ซื้อธีมดีๆจาก Themeforest อัพลง wordpress แล้วโหลด demo สำเร็จรูปมา แล้วแก้ไปตาม demo)
.
เว็บสวยโอเคเลย กระชับและครบครัน เสร็จใน 3 ชั่วโมง ต้นทุนไม่กี่พัน ทำเอง 100% อยากให้ลองทำกันดูครับ บอกเลยไม่ง่าย แต่ไม่ยากแน่อนครับ ^^
.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

12715403_1698395490375780_8011557421757597842_n

ทำเพจ ต้องซื้อโฆษณาไหม?

ทำเพจ ต้องซื้อโฆษณาไหม?
.
.
.
เป็นคำถามที่ถามเข้ามาเยอะมากครับ ว่าทำเพจต้องซื้อโฆษณาไหม ต้องซื้อเท่าไหร่ ไม่ซื้อได้ไหม?
.
ถ้าคุณทำเพจสนุกๆ ไว้เป็น Diary ไว้เก็บเรื่องราวและแชร์ประสบการณ์ต่างๆในชีวิต อันนี้คุณไม่ต้องซื้อโฆษณาก็ได้ครับ
.
แต่ถ้าคุณทำธุรกิจ คุณต้องซื้อโฆษณาเท่านั้นครับ ไม่มีทางเลือกอื่น…
.
ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่า เฟสบุค Marketing เป็นส่วนหนึ่งของ Marketing ซึ่งนั่นคือการตลาด และการตลาดต้องมี Budget เสมอ (มากหรือน้อยนั่นอีกเรื่อง) แต่ไม่มีเลยเป็นไปไม่ได้ครับ
.
อันนี้สำหรับทุก platform เลยนะครับ ไม่ว่าเฟสบุค, youtube, instagram, line@ ทุก platform นั้นเปิดใช้ฟรี เลยทำให้คนส่วนใหญ่ เข้าใจผิดว่า Social media is Free!
.
ซึ่งจริงๆแล้ว Social media is not free, it is the investment! ครับ เพราะ Social Media มันไม่ฟรีและมันคือการลงทุนครับ
.
หรือพูดอีกมุมคือ “Social media เปิดใช้ฟรี แต่ถ้าจะทำให้ดีต้องลงทุน” ครับ…คุณต้องลงทุนทำโฆษณา ลงทุนทำคอนเท้น ลงทุนทำภาพ ถ้าไม่จ้างช่างกล้อง ก็ต้องลงทุนซื้อภาพจากเว็บ stockphoto ต่างๆ
.
ถ้าถามว่าต้องลงทุนเท่าไหร่? บอกไม่ได้ครับ อยู่ที่เป้าหมายยอดขายของคุณ ถ้าตั้งเป้ายอดขายสูง ก็ต้องลงทุนเยอะหน่อย จำไว้นะครับ “คุณไม่มีทางตกปลาใหญ่ได้โดยใช้เหยื่อตัวเล็ก”
.
และการลงทุน ไม่ใช่ลงทุนแค่ตังค์อย่างเดียวนะครับ ต้องลงทุนความตั้งใจด้วย! (ต้องคิดถึงและมองในมุมลูกค้าเยอะๆ)
.
สำหรับอีกคำถามที่คนชอบถามเช่นกัน “ว่าทำเพจมาตั้งนาน ไม่ค่อยมีคนกดไลค์เลย ว่ายังไงให้คนเห็นเยอะ มากดไลค์เพจเยอะๆ”
.
มี 2 วิธีเท่านั้นครับ หนึ่งคือทำ content ให้มีคุณค่า เป็น value content แล้วจะมีคนแชร์ content ของคุณโดยที่คุณไม่ต้องร้องขอ
.
สองคือทำโฆษณา (Ad) หลังจากเฟสบุคเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว ผมว่าตอนนี้มาร์ค ซักเกอร์เบิร์คยังต้องจ่ายค่าโฆษณาด้วยเลยมั้ง (แต่ห้ามไปซื้อไลค์ผี ห้ามใช้บริการพวกปั๊มไลค์นะครับ รับรองเฟสบุคจับได้แน่นอนและแบนทันทีแบบไม่มีปรานี)
.
บทความหน้าๆ ผมจะลงละเอียดลึกขึ้น เกี่ยวกับการทำ Ad เฟสบุคเพราะหลายๆคนเข้าใจว่าโฆษณาเฟสบุคมีแค่การโปรโมทเพจกับบูสโพสต์ และกดโฆษณาได้ที่หน้าเพจเท่านั้น
.
จริงๆ แล้วเฟสบุคทำโฆษณาได้เป็น 10 ประเภท มีเครื่องมือออก Ad เพียบบ! เทคนิคเต็มไปหมด ใครสนใจอยากบอกให้กดไลค์รอและตั้ง see first notification ไว้เลย
.
สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่า 2 อย่างนี้ระหว่าง Content กับ Ad อะไรสำคัญกว่ากัน พูดได้เต็มปากแบบไม่ต้องคิดว่า Content แน่นอน! ในการทำ Digital Marketing
.
“Content is always the king, forever and ever”
.
Content สำคัญที่สุด ถ้าเปรียบเทียบ Content เปรียบเสมือนรถยนต์ Ad เปรียบเป็นเชื้อเพลิงครับ…ถ้า Content คุณดี เป็น content ที่มีคุณค่า จะเหมือนคุณมีรถเจ๋งๆซักคันหนึ่ง เต็มน้ำมันนิดเดียว สามารถวิ่งไปได้ไกลเลย บางคันอาจไม่ต้องเติมน้ำมันเลยก็ได้
.
แต่ถ้า content คุณห่วย ต่อให้ Ad คุณดีแค่ไหน เหมือนรถพังๆ เติมน้ำมันดีแค่ไหน ก็ไปไม่ได้ (เชื่อไหมครับ ถ้า content ห่วยสุดๆ เฟสบุคไม่ขึ้นโฆษณาให้ ไม่ตัดตังค์โฆษณาแม้แต่บาทเดียวก็เคยมีมาแล้ว)
.
ถ้าใครอยากรู้เรื่อง content ต่อมีบทความเขียนด้านล่างในเพจบ้างแล้วนะครับ แต่ผมจะเขียนลง detail มากขึ้นอีกๆในบทความหน้าต่อๆไป
.
ถ้าบางคนเข้าใจผิดไปอีกด้านว่าต้องทุ่ม Ad เยอะๆนั่นก็เข้าใจผิดอีกเพราะคำว่า Ad มันคือ Advertising นั่นคือ การโฆษณา ในวงการโฆษณาเราไม่แพ้ชนะกันที่เงินครับ “ผู้ชนะในการทำ Ad ไม่ใช่ผู้ที่ทุ่มเงินมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่ทุ่มเทกับความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด” (นั่นแปลว่าสำหรับ SMEs ถ้าเงินทุนคุณน้อย คุณก็ต้องคิดเยอะๆ)
.
สังเกตเห็นว่าเพจใหญ่ๆ เช่น อีเจี๊ยบ เลียบด่วน มีแต่ content แทบไม่เคยทำ Ad Sponsored เลย แต่คนมีตามตลอด ไลค์เพิ่มขึ้นตลอดเวลา แล้วมี engagement ที่ดีมากๆ แต่นั่นเป็นเพจวาไรตี้ ไม่ใช่เพจธุรกิจ (ถึงแม้มีรายได้สูงจากการโฆษณาก็ตาม 555)
.
แล้วสำหรับ SMEs จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ?
ถ้าเราทำ Content ที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์แถมยังทำ Ad ได้เจ๋งด้วย
.
“ทำ Content ให้ซิ่ง ยิง Ad ให้แม่น”
แล้วธุรกิจของคุณจะไปได้ไกล จนตัวคุณเองอาจนึกไม่ถึงเลยแหละ
.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

12417650_1694939370721392_8492425425872651804_n

3 คำถามสำคัญที่คนขายครีมและอาหารเสริมทุกคนต้องตอบให้ได้!

3 คำถามสำคัญที่คนขายครีมและอาหารเสริมทุกคนต้องตอบให้ได้!
.
.
.
มีคน Inbox มาสอบถามในเพจ จะเริ่มทำธุรกิจขายอาหารเสริม ว่าจะเริ่มทำการตลาดออนไลน์อย่างไรดี?
.
ก่อนจะลงถึงเครื่องมือและขั้นตอน มาปูความเข้าใจพื้นฐานกันก่อน สำหรับตลาดอาหารเสริมและเครื่องสำอางเนี่ย มีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและมี entry to barrier ต่ำ เพราะการขยายตัวของธุรกิจโรงงานที่รับทำ OEM แบบครบวงจร มีให้ครบทั้งสูตร ทั้งแพคเกจจิ้ง ทำขออ.ย.ให้ คือเรียกได้ว่ามีตังค์มาอย่างเดียวก็เป็นเจ้าของแบรนด์ครีมเครื่องสำอางดีๆซักอันหรือแบรนด์อาหารเสริมซักตัวได้แล้ว
.
อีกทั้งธุรกิจนี้ยังมี Margin อัตรากำไรที่สูง กำไรดีกำไรงาม แถมทำง่าย ใครๆก็กระโดดเข้ามาทำกัน ดารา, Net Idol, Pretty ก็มาจับกันเพียบ การเริ่มต้นธุรกิจจะใช้ step คล้ายๆกัน คือ จะทำเพจทำไลน์ทำไอจี เริ่มขายเองไปพร้อมๆกับหาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมีทั้งแบบต้อง stock ของและไม่ต้อง stock
.
ธุรกิจแนวนี้เริ่มต้นง่าย แต่ทำจริงไม่ง่ายนะครับ บอกเลย! เพราะคนทำเยอะ และแต่ละคนก็คิดเหมือนๆกัน เห็นเริ่มธุรกิจง่าย กำไรดี เห็นคนที่ทำมาก่อนยอดขายเป็นล้านๆ ก็แห่เข้ามาทำกัน แต่ไม่พยายามหาจุดเด่นเป็นของตัวเอง เรียกว่าไม่มีทั้งจุดเด่นในเชิงผลิตภัณฑ์และจุดเด่นในเชิงการตลาด (Competitive Advantage)
.
ก่อนทำการตลาดออนไลน์ให้ Product คุณต้องตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อนี้ให้ได้ก่อน…
.
1. Product คุณดีจริงหรือไม่?

อันนี้สำคัญมาก Product ของคุณต้องดีจริงๆ เชื่อถือได้ สั่งจากโรงงานที่มีมาตรฐานการผลิต และได้ตรารับรองจากหน่วยงานต่างๆ แต่สำคัญเหนือกว่าตราต่างๆ คือ ผลลัพธ์ที่ได้ ว่าเป็นไปตามโฆษณาหรือไม่ มีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า?

“Product is the King” ถ้า Product จริงๆของคุณห่วย ทำการตลาดมาดีแค่ไหน สุดท้ายคนมาเม้นท์เสียๆหายๆที่ทำมาทั้งหมดจะพังทลาย ของขายไม่ได้แถมเป็นบาปด้วยนะครับ
.
2. Product คุณแตกต่างหรือไม่?

ถ้าคุณจะเอาจริงในธุรกิจนี้ คุณต้องลงทุนทำ R&D พัฒนาหาสูตรของตนเองโดยเฉพาะแล้วค่อยไปจ้างโรงงานผลิต เพราะถ้าคุณไปใช้สูตรสำเร็จรูปของโรงงาน คุณสั่งทำตัวนี้ได้ ผมก็สั่งทำได้ เจ๊ติ๋มร้านเสริมสวยปากซอยก็สั่งทำได้ แต่ถ้าคุณไม่อยากลงทุนสูง product คุณเหมือนๆกันคนอื่น คุณก็ต้องมีข้อ 3 เหนือกว่าคนอื่น นั่นก็คือ…
.
3. Marketing คุณเจ๋งพอรึเปล่า?

ตั้งแต่คุณกำหนด Positioning ที่ชัดเจนไหม มี pricing strategy ที่เหมาะสมกับกลุ่มตลาดหรือเปล่า และกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเนี่ยทำผิดกันเยอะ ไม่เอานะครับ แบบลูกค้าคือผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ดี สมัยนี้ยิ่งเราไป SMEs ทุนมีจำกัด ต้องกำหนดตลาดเฉพาะ (niche market) ให้เล็กไว้ก่อน ยกเว้นถ้าคุณทุนการตลาดเยอะนั่นอีกเรื่อง แล้วพอถึงตอนสื่อสารการตลาด คุณสื่อสารด้วย content ที่ดีพอ ตรงกลุ่มเป้าหมาย และใช้ช่องทางที่ส่งไปถึงกลุ่มนี้รึเปล่า

“ถ้า Product is the King, Marketing จะ is the queen ทันที” ถ้า product คุณดีแค่ไหน แต่ถ้า marketing ห่วย ไม่มีใครรู้ว่ามีของๆคุณบนโลก ไม่มีใครรู้ว่ามันดี
.
นี่คือ 3 คำถามสำคัญ ที่คุณต้องตอบ Yes ให้ได้ทั้ง 3 ข้อ ธุรกิจของคุณถึงจะไปได้ นี่แค่ไปได้นะครับ มีปัจจัยอีกมากที่จะทำให้ธุรกิจแนวนี้รุ่งเรือง ไว้ติดตามต่อในบทความหน้านะครับ

.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

realtime mkt

5 หลักการทำ Real-Time Marketing ขั้นเทพ!

5 หลักการทำ Real-Time Marketing ขั้นเทพ!
ทำการตลาด Online คุณต้อง On time
.
คือปีนี้จะเป็นแห่ง real-time marketing บอกเลย
มีทั้งแบรนด์ใหญ่ แบรนด์น้อย เพจเล็ก เพจใหญ่ จับกระแส online ต่างๆ มาทำ marketing campaign เพียบบบบ! ซึ่งแน่นอนผลตอบรับจะแรงดีเว่อร์ เพราะอยู่ในกระแส ประเด็นกำลังเป็น talk of the town!
.
วันนี้ขอเขียนวิธีการเกาะแส Viral Marketing จากประสบการณ์ล้วนๆ
ไม่มีอ้างอิงตำราไหนนะครับ ขอนิยามศัพท์เองเลย 5555
.
มารู้วัฏจักรของกระแสออนไลน์กันก่อน การเกิดกระแสต่างๆจะมี 3 ระยะ
.
ระยะที่ 1 Early Stage : เกิด Viral ในโลก Social
ซึ่งจะค่อยๆก่อตัวจากเพจเล็กหรือแชร์กันในวงเล็ก
และขยายตัวไปจนกระทั่งถูกเว็บหรือเพจใหญ่แชร์
คราวนี้จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในระดับวินาที จ
นแพร่กระจายทั่วโลกออนไลน์
ระยะนี้จะใช้เวลา 1 วัน หรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง
.
ระยะที่ 2 Peak Stage: ออกทีวี
ระยะนี้จะถือว่าเป็นตัววัดเลย การข้ามจาก online ไปสื่อ offline
คือตัวชี้วัดว่ากระแสนี้จะแรงจริงหรือไม่ ถ้าดังแค่ในออนไลน์แต่ไม่ออกทีวี กระแสนั้นถือว่าไม่น่าเล่น ปกติแล้วทุกกระแสพอดังในออนไลน์ปุ๊บ
รุ่งเช้าจะออกทีวีทันที พอออกทีวีแล้ว กระแสนี้จะเข้าภาวะ peak
คนไม่ค่อย social ก็จะรู้และพูดคุยกัน ในโลกออนไลน์ถือว่าขยายตัวเต็มที่ ทุกเพจใหญ่พูดถึง ทำcontentถึง pantip กระทู้เพียบ
ระยะนี้จะกินเวลา 1 วันหรือน้อยกว่านั้น การออกทีวีเต็มที่จะ 1-2 วัน
ไม่มากไปกว่านี้ เพราะกระแสนี้ถือว่าดังทั่วประเทศแล้ว ทั้งโลก online และ offline (คนที่ไม่ค่อยติดออนไลน์ ก็จะเข้ามาหาข้อมูลหรือมาดูคลิปซ้ำในโลกออนไลน์)
.
หมายเหตุ : ระยะ 1 กับ 2 อาจสลับกันได้ในบางครั้ง เพราะบางกระแส อาจออกทีวีก่อน แล้วมา Viral ในโลกออนไลน์
.
ระยะที่ 3 Ending Stage : เล่น+เลี้ยงกระแส
ระยะ 2 กับระยะ 3 จะติดกันมาก จนแทบแยกไม่ออก
เป็นระยะที่จะเกิดความสร้างสรรค์ในเชิง content ที่เพจหรือแบรนด์ต่างๆ จะเอากระแสนี้มาทำ content ที่เป็นสไตล์ของเพจหรือแบรนด์ของตัวเอง
มีทั้งเชิงล้อเลียนและเชิงขายของ ระยะนี้จะถือเป็นระยะสุดท้ายของกระแสนั้นๆ
.
ซึ่งระยะนี้จะเปรียบเหมือน เด็กเล่นลูกโป่ง ที่ลูกโป่งจะตีขึ้นไป ตกมาและตีขึ้นฟ้าอีกเรื่อยๆ กระแสระยะที่ 3 นี้ก็เหมือนกัน พอมีแบรนด์หรือเพจไหน
ทำ content เจ๋งๆ ก็เหมือนตีลูกโป่งขึ้นไปอีก ระยะนี้จะยาวประมาณ 1-2 วัน แต่บางทีจะขยายไป 4-5 วันเลยก็ได้ อยู่ที่เนื้อหาต้นเรื่องว่ามีอะไรให้เล่นได้เยอะมากน้อยแค่ไหน และอยู่ที่เพจและแบรนด์ต่างๆด้วย
ว่าจะคิดไรเจ๋งๆสร้างสรรค์ๆได้มากแค่ไหน ปีที่แล้วกระแสเหนียวไก่
อยู่ได้นานมาเกือบอาทิตย์ เพราะมีตัวล้อเลียนเจ๋งๆออกมาเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ความนานของกระแสจะหมดอายุเมื่อมีกระแสอื่นที่ดังกว่าเกิดมาคั่น
.
อย่างกระแสลูกเทพตอนนี้เข้าสู่ระยะท้ายสุดแล้ว ถ้าไม่มีลูกเล่นอะไรใหม่ๆจากแบรนด์ใหญ่ ใกล้หมดกระแสแล้ว
.
ระยะที่ 3 เป็นระยะที่เพจหรือแบรนด์ต่างๆ จะใช้โหนกระแสเนี่ยแหละ
ใครโหนได้เจ๋งกว่า ได้ไวกว่า ได้ touch กว่า ผู้นั้นจะได้ประโยชน์จากกระแสนี้มากที่สุด
.
อ้ะ เมื่อเข้าใจวัฏจักรของกระแสแล้ว มาดูหลักการ 5 ข้อ ในการทำ Real-time Marketing แบบเจ๋งๆกัน
.
1. “ต้องจับกระแสให้เร็ว” ข้อนี้ถือเป็นหัวใจเลย ถ้าจับกระแสเร็ว
รู้ว่าเรื่องนี้ต้องดัง ต้องเกิดแน่นอน จะได้รีบคิด รีบทำ การเช็คกระแสอาจทำได้จาก…
– Google Trend กับ Youtube trend อันนี้จะถือว่าช้านิดนึงละ
เป็นระยะ 2 ปลายๆแล้ว
– เพจที่ชอบแชร์ข่าว เช่น Drama-addict, tvpool ฯลฯ
– เวบวาไรตี้ต่างๆ เช่น sanook, kapook, Mthai รวมถึงพวกเว็บ clickbait ต่างๆพวกนี้จะมีทีมงานคอยจับกระแสอยู่แล้ว และเว็บหรือเพจพวกนี้แหละ ที่ทำให้เกิด Viral
.
ในเรื่องของความเร็วในแง่ธุรกิจ จริงๆ SMEs จะได้เปรียบกว่าแบรนด์ใหญ่หรือพวก agency ตรง process ได้ไวกว่า ไม่ต้องรอขั้นตอน
ไม่ต้องรอประชุม ไม่รออนุมัตินู่นนี่ ต้องใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้
.
2. “ต้องคิดไว ทำไว” พอจับกระแสได้แล้ว ต้องคิดให้ไว ให้creative ลงcontentให้ไว ให้ทันหรือก่อนระยะ 2 ยิ่งดี เพราะคุณจะกลายเป็นผู้นำ trend ในระยะ 3 ทันที
.
3. “ต้องสร้างสรรค์” ความสร้างสรรค์ในการผนวกกระแสกับแบรนด์หรือสินค้าของคุณคือหัวใจในการเกาะแสviral ต้องผนวกเรื่องราวของกระแสมารวมกับสินค้าของคุณอย่างมีศิลปะ น่าสนใจ น่าติดตาม ไม่ซ้ำซากน่าเบื่อ
.
4. “ต้องฮา สั้น กระชับ เข้าใจง่าย” นี่เป็นหลักการทำ content online ทุกอย่างอยู่แล้ว คนออนไลน์เป็นคนใจร้อน ชอบไรที่เสพง่าย ไม่เข้าใจยาก
.
5. “ต้องคิดตลอดเวลา” คำถามสำคัญที่คุณต้องถามตัวเองตลอดคือ “กระแสวันนี้คืออะไรและฉันจะเล่นอะไรจากกระแสนี้ได้บ้าง?”
.
สรุปหัวใจของ Real-time marketing มี 2 อย่าง คือ “ต้องไว” และ “สร้างสรรค์”
ถ้าคุณไวกว่า ต่อให้ทำห่วย ก็ยังมีคนให้ความสนใจ เพราะคนเกาะกระแสคนแรกๆ
ถ้าคุณช้าไปแล้วว แต่สร้างสรรค์กว่า ทำออกมาโดนใจสุดๆ คนก็ยังให้ความสนใจ เพราะแตกต่าง
.
แต่คิดดูถ้าคุณทั้งไวกว่าด้วย และสร้างสรรค์กว่าด้วย จะสร้าง impact ได้ขนาดไหนนน!!??
.
อย่าลืมว่า ไม่ใช่มีคุณคนเดียวที่รอเกาะกระแส มีคนนับพันนับหมื่นรอเกาะอยู่เหมือนกัน จำไว้ความเร็วกับความสร้างสรรค์ สำคัญสุด!!!
.
และอย่าลืมจุดสำคัญที่คุณต้องตามกระแสให้ทัน เหนือกว่าตามกระแสให้ทัน คือการดักกระแส เช่น ไทยแข่งบอลใหญ่นัดชิง คุณรู้อยู่แล้วว่าคนดูทั้งประเทศ ยังไงต้องมีกระแส ให้คุณทำ content รอเลย ถ้าแพ้ออกตัวนี้ ถ้าชนะออกอีกตัว เนี่ยดิเทพตัวจริง!!
.
ถ้าเหนือกว่าการ”ทันกระแส”คือการ”ดักกระแส”และที่สุดของที่สุด เหนือกว่าการดักกระแส คือ”การสร้างกระแส” Viral ซะเอง นี่คือจุดที่ยากและท้าทายที่สุดในโลกออนไลน์ปัจจุบัน!

.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

[MIB] thumb

เทคนิคเด็ดสำหรับคนทำ Content! กลยุทธ์หยุดนิ้วโป้ง “Strong Start”

เทคนิคเด็ดสำหรับคนทำ Content!
กลยุทธ์หยุดนิ้วโป้ง “Strong Start”
.
.
“Strong Start” ผมได้ยินวลีนี้ครั้งแรกตอนไปสัมมนา
พัฒนาทักษะการเขียนกับพี่บอย วิสูตร รุ่น 1
และผมยึดเป็นหลักในการทำ Content ลงใน Social Media ตลอดมา
.
ในสงครามแห่ง Content ที่แข่งกันด้วย ‘คุณภาพ’ และ ‘เวลา’
ในช่วงเวลาเดียวๆกัน ตอนเราเล่นเฟสบุค มี contentโผล่มาเพียบ!
ทั้งจากเพื่อนๆของเรา และจาก page ที่เรากด like ไว้ ไม่รวม content ที่เป็นโฆษณา หรือ sponsored มาอีก!
.
เมื่อ Content มีเยอะและคนดันเล่นเฟสบุค ด้วย smartphone ซะเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เราต้องต่อสู้ ในฐานะคนทำ page หรือคนทำ content คือ “นิ้วโป้ง”
.
ใช่แล้วครับ! นิ้วโป้งเนี่ยแหละ!!
โจทย์คือ ทำยังไงให้หยุดนิ้วโป้งให้ได้
ถ้าหยุดไม่ได้ content นั้น เป็นอันจบกัน!!!
.
กลยุทธ์หยุดนิ้วโป้ง ที่เราจะมาว่ากันวันนี้
คือการ Strong Start นั่นเอง!!
.
หลักการของการ Strong Start มีอยู่ 2 อย่างหลักๆ
คือ “รูปต้องน่าล่อ หัวข้อต้องน่าlike”
.
“รูปต้องน่าล่อ”
คือรูปสำคัญสุด บอกเลย! หนึ่งภาพแทนล้านคำพูด
คนเราจะทัชกับสิ่งที่เห็นได้มากกว่าสิ่งไหนๆ คุณต้องเลือกรูปให้ดี
ทำให้สวย ทำให้เด่น ทำให้ตราตรึง
อาจไม่ถึงขั้นตรึงใจ แต่ต้องตรึงนิ้วโป้งให้ได้
.
เดี๋ยวบทความต่อๆไปจะมาว่าเรื่องรูป บอกวิธีทำรูปแบบง่ายๆ
แหล่งหารูปที่ถูกลิขสิทธิ์ทั้งฟรีทั้งจ่ายเงิน แต่วันนี้อยากให้รู้ก่อน
ว่ารูปสำคัญมาก อยากให้ลงทุนกัน บางทีอาจต้องจ้างช่างมืออาชีพด้วยซ้ำ แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ทุนน้อย ลองทำเองดูก่อนได้
.
ต่อมาคือ “หัวข้อต้องน่าLike”
เขียนหัวข้อพร้อมคำโปรยให้โดน ให้อยากอ่านต่อ
อาจไม่ต้องเยอะเหมือนพวก clickbait อันนั้นคนจะรำคาญ
แต่หัวข้อและคำโปรยต้องเขียนให้ดี ที่ให้คนหยุดอ่าน
และอยากกด see more เพื่ออ่านต่อ
.
เนื้อหาจะโชว์แค่ 7 บรรทัด แต่หลักๆที่คนจะหยุดอ่าน ประมาณ 3 บรรทัดเท่านั้น คุณมีเวลาเพียง 3 บรรทัด ที่จะทำให้คนกดอ่านต่อ หรือเดินจากไป

บทความต่อๆไป ผมจะมาว่าละเอียดถึงเทคนิคการตั้งหัวข้อให้โดนใจอีกทีครับ
.
นี่คือ point สำคัญ สำคัญคนทำ content
Content คุณต้องทำให้ดี ใช่!
บางทีเนื้อในหรือเนื้อหาของคุณดีมากแต่ไม่ว่าเนื้อหาข้างในคุณดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณหยุดนิ้วโป้งของคนอ่านไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำมาก็ไร้ความหมาย
.
ถัดจากนี้ต่อไป ก่อน click post อะไรก็ตาม ลองเช็คดูซิ ว่าpostนี้ของเรา Strong Start แล้วหรือไม่?
.
“รูปน่าล่อ หัวข้อน่าlike” แล้วหรือยัง!???

.
.
.#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o