moneyball_170831_0008

5 บทเรียนการลงทุน จากหนังเรื่อง Moneyball

moneyball_170831_0007

หากพูดถึงประเทศมหาอำนาจของโลกยุคใหม่ เราทุกคนคงนึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะความเป็นประเทศผู้นำในเกือบทุกด้าน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ รวมไปถึง Lifestyle ของผู้คน สหรัฐอเมริกาเปรียบเสมือนดินแดนแห่งความฝันของใครหลายคนที่ครั้งหนึ่งอยากจะพาชีวิตไปเสี่ยงโชคชะตา ไปแสวงหาความสำเร็จ

​หนึ่งในธุรกิจที่มีเงินสะพรัดสูง และได้รับความนิยมจากคนหมู่มากทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาเองรวมไปถึงผู้คนนับล้านทั่วโลก นั่นก็คือ “ธุรกิจกีฬา” ไม่ว่าจะเป็นอเมริกันฟุตบอล เบสบอล หรือ บาสเก็ตบอล เราต่างทราบกันดีว่าในปัจจุบันวงการกีฬาระดับโลกแบบนี้ก้าวไปไกลเกินกว่าการแข่งขันเพื่อความสนุกหรือศักดิ์ศรีของผู้ชนะเพียงแค่นั้นแล้ว นั่นเป็นเพราะเม็ดเงินมหาศาลที่มาพร้อมกับการแข่งขันกีฬาในด้านต่างๆ เช่น ค่าตัวนักกีฬา ค่าโฆษณา การถ่ายทอดสด และยังไม่นับรวมผลิตภัณฑ์สินค้าในรูปแบบอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่า ค่าเหนื่อยของนักบาสเก็ตบอล NBA หลายคน สูงกว่าเงินเดือนของประธานาธิบดีเสียอีก โดยประธานาธิบดีจะมีเงินเดือนราวปีละ 4 แสนดอลลาร์ ในขณะที่ทุกวันนี้การซื้อขายนักกีฬาพุ่งทะยานไปถึงหลัก 200 ล้าน

1

การบริหารจัดการในธุรกิจกีฬาจึงมีมิติที่หลากหลายมากไปกว่าการทำให้ทีมได้แชมป์เสียแล้ว แน่นอนว่าการเป็นแชมป์ยังคงเป็น
เป้าหมายหลักของทุกคนอยู่ และนอกจากเกียรติยศผู้ชนะก็ได้เงินรางวัลไม่น้อย ซึ่งปัจจัยในการสร้างทีมกีฬาซักทีมให้ประสบความสำเร็จขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นทีมฟุตบอล ทีมบาสเก็ตบอล หรือทีมเบสบอล ก็จะต้องการปัจจัยพื้นฐานคล้ายคลึงกัน นั่นคือ
มีฝ่ายบริหาร ทีมงาน ระบบการจัดการ และตัวผู้เล่นที่ดี ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนมหาศาลในการครอบครองทรัพยากรอันทรงคุณค่าเหล่านั้น การสร้างทีมจึงเปรียบเสมือนการลงทุนที่ต้องการผลกำไรเป็นชัยชนะและเงินตอบแทน
ดังคำกล่าวที่ว่า “ความสำเร็จของกีฬาในยุคใหม่ซื้อได้ด้วยเงิน ใครรวยกว่าชนะ”

หากคำพูดนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นจริงไปเสียทุกครั้ง ใครที่เป็นแฟนกีฬาคงจะเห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีเหตุการณ์ที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่าการเป็นทีมยักษ์ใหญ่ที่มีผู้สนับสนุนด้านการเงินกระเป๋าหนักไม่จำเป็นต้องผูกขาดการเป็นแชมป์เสมอไป นั่นคือการเป็นแชมป์ลีคสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษของทีมเลสเตอร์ซิตี้ (Leicester City) เมื่อฤดูกาล 2015 – 2016 ที่ผ่านมา โดยนี่ถือเป็นครั้งแรกในการเป็นแชมป์ในประวัติศาสตร์สโมสรอีกด้วย นับว่าเป็นการสวนกระแสวงการกีฬาในยุคปัจจุบันโดยสิ้นเชิง หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ช่วงปี 2001 – 2002 กรณีที่ทีมเบสบอลในเมเจอร์ลีค (Major League Baseball) ของสหรัฐอเมริกาอย่างทีม
โอ๊คแลนด์ แอธเลติกส์ (Oakland Athletics) ที่สูญเสียผู้เล่นตัวหลักไปค่อนทีม อีกทั้งไม่มีเงินสนับสนุนแบบทีมใหญ่อื่นๆ แต่กลับสร้างผลงานเก็บชัยชนะติดกัน 20 เกม เป็นประวัติศาสตร์ของวงการเบสบอลอเมริกา แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับสองทีมที่กล่าวไปนี้ สวนทางกับทฤษฎีและความเชื่อในการบริหารจัดการในแบบที่มันควรจะเป็น ซึ่งภายหลังกลยุทธ์แห่งความสำเร็จดังกล่าวได้แพร่กระจายไปสู่วงการอื่นๆมากมาย โดยเฉพาะแวดวงธุรกิจและการลงทุน

2

ในปี 2011 มีการนำเรื่องราวของทีม Oakland Athletics ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แม้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับกีฬา แต่หลายคนกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือภาพยนตร์ที่นักลงทุนควรดู” เนื่องด้วยเนื้อหานั้นนำเสนอในแง่ของการบริหารจัดการไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยมีชื่อว่า “Moneyball”  ซึ่งสร้างมาจากหนังสือขายดี #1 New York Times Best Seller ที่มีชื่อเต็มว่า Moneyball : The Art of Winning an Unfair Game โดย Michael Lewis เป็นหนังสือออกมาตั้งแต่ปี 2004 โดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเรื่องจริง รวมถึงทฤษฎีในหนังสือเล่มดังกล่าวของ Michael Lewis นั้นได้รับการยืนยันในเชิงวิชาการใน Journal of Economic Perspectives ของศาสตราจารย์ Jahn K. Hakes and Raymond D. Sauer ในปี2006 เรื่อง An Economic Evaluation of the Moneyball Hypothesis

Desktop5

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทีม Oakland Athletics ในขณะนั้นก็คือ การที่ทีมเสียผู้เล่นชั้นดีในทุกๆตำแหน่งให้กับการกว้านซื้อจากทีมอื่นที่มีงบประมาณสนับสนุนไป ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนผู้เล่นตัวหลัก และไม่มีเงินมากพอจะซื้อนักกีฬาในระดับที่ทัดเทียมกับตัวผู้เล่นเดิมได้ การแก้ปัญหาจึงตั้งอยู่บนการบริหารทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด  การตัดสินใจของผู้จัดการที่เปลี่ยนกลยุทธ์ในการหาตัวผู้เล่นด้วยวิธีใหม่ในเชิงสถิติ ด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์วิเคราะห์ความสามารถ สถิติในระยะยาว และราคา ให้ประจักษ์ออกมาเป็นตัวเลข โดยไม่มีการคำนึงถึงปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องอื่นๆเช่น รูปร่างหน้าตา ท่วงท่า หรืออายุ ซึ่งนับว่าขัดกับวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในขณะนั้น

การใช้ Concept ของ Moneyball  เป็นการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในเชิงพฤติกรรมภายใต้การวิเคราะห์ที่เป็นระบบ จะสามารถช่วยแสดงให้เห็นถึงความโน้มเอียงเชิงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามกระแสอันเกิดจากอารมณ์และความรู้สึก (ที่บ่อยครั้งอาจจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง) ทำให้ผู้บริหารสามารถยืนอยู่ภายใต้จุดยืนของตนโดยไม่หวั่นไหวไปกับกระแสต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะทีมยักษ์ใหญ่ทีมอื่นๆ ยังคงใช้วิธีการคัดเลือกนักกีฬาแบบดังเดิม 5 หลัก ได้แก่

  1. การตี (hitting)
  2. กำลัง (power)
  3. ความสามารถในการคุมพื้นที่ (fielding)
  4. ความแข็งแรงของแขน (Arm Strength)
  5. ความเร็ว (Speed)

ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานในการเลือกนักกีฬาในการจัดทีม แต่นั่นย่อมหมายถึงราคาที่พุ่งสูงตามไปด้วย และสภาวะทีมตอนนั้นไม่สามารถคิดและทำอะไรในแบบเดิมได้แล้ว สิ่งสำคัญก็คือ “การเปลี่ยนวิธีคิด” และมองทะลุปัญหาที่เผชิญอยู่อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

การนำมาประยุกต์ใช้ในวงการการลงทุน นั้นเปรียบได้กับความพยายามให้การเฟ้นหาหุ้นที่มีมูลค่าและพื้นฐานดีที่ยังมีราคาซื้อขายกันในตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อเจอแล้วก็ให้ซื้อและถือไว้ (ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพักหนึ่ง) Kathy Kristof จากนิตยสาร Kiplinger ได้นำเสนอ 5 ข้อคิดสำหรับนักลงทุนภายใต้ Concept ของ Moneyball  ได้แก่

1.Don’t believe your eyes

กีฬาเบสบอลไม่ใช่สามารถใช้อารมณ์ความรู้สึกผสมปนเปไปกับสภาพความเป็นจริงได้ การตีโฮมรันเพียงครั้งสองครั้งไม่ได้หมายความว่าเขาคือสุดยอดผู้เล่นที่ต้องมีไว้ในครอบครอง การวิเคราะห์หุ้นก็เช่นเดียวกัน คุณต้องดูในระยะยาว และให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอ สิ่งที่เห็นด้วยตาไม่สามารถเชื่อได้เท่าข้อมูลในเชิงสถิติ

2.Capitalize on inefficiencies

เมื่อเห็นข้อบกพร่องในตัวผู้เล่น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะทำการลดมูลค่าของเขาลง ทำนองเดียวกันเมื่อนักลงทุนตรวจจับปัญหาของบริษัทได้ก็จะมีผลทำให้ราคาหุ้นลดลง และเมื่อลองมาดูรายชื่อของหุ้นราคาตกต่างๆแล้ว เราจำเป็นจะต้องมองหาผลประโยชน์ที่จะได้ในอนาคตจากการช้อนหุ้นราคาต่ำแบบนั้น อย่างที่ Warren Buffet เคยกล่าวว่า “ให้ซื้อบริษัทดีที่มีราคาถูกในช่วงเวลาที่ไม่เป็นที่นิยม”

3.Don’t watch the game

บิลลี่ บีน ผู้จัดการของ Oakland Athletics เลือกที่จะไม่ดูเกมที่ทีมของตนลงแข่ง เช่นเดียวกันกับนักลงทุน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาคอยเช็คยอดในทุกๆวัน แค่กำหนดตารางเป็นครั้งคราวก็พอ เพราะการนั่งเฝ้าหน้าจอในชั่วโมงที่น่าตื่นตระหนกอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดมหันต์

4.One game is not a season

เราต่างรู้ดีว่าหากตรวจดูบรรดารายชื่อผู้เล่นราคาถูกในทีม Oakland Athletics แล้ว นั่นย่อมไม่ได้เป็นการรับประกันว่าทีมจะประสบความสำเร็จทันตาเห็น การปรับตัวและยอมรับความล้มเหลวในระยะเริ่มต้น อดทนกับมัน และมุ่งมั่นกับเกมต่อไปเป็นสิ่งที่ควรจะทำ

5.Experience reduces risk

การเป็นมือใหม่หรือเด็กใหม่ในวงการต่างๆทั้งกีฬาและธุรกิจจำต้องเผชิญกับปัญหา ช่วงเวลาทั้งดีและร้าย การก้าวสู่สังเวียนที่ใหญ่และโหดร้ายขึ้นนั้น  ต้องอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านช่วงเวลาต่างๆทำให้สามารถบริหารจัดการและลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบคอบ

เหตุการณ์หลังจากการทำทีมด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวของ Oakland Athletics ทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ต่างๆหันมาใช้วิธีการเดียวกันนี้ และลุกลามไปถึงวงการอื่นอย่างเช่น ธุรกิจการลงทุน อย่างที่ว่าไปข้างต้น สิ่งที่เราเห็นชัดจากกรณีนี้ก็คือ เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย นั่นเป็นเหมือนข้อบังคับที่ทำให้คุณมีทางเลือกไม่มาก ลองคิดดูหากไม่เจอกับคงามกดดันแบบนี้คุณอาจจะยังบริหารจัดการด้วยวิธีเดิมๆ จนเจอปัญหาซ้ำซากในท้ายที่สุด ในเมื่อการกระทำแบบเดิมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ คุณก็ต้องรื้อสร้างระบบด้วยการใช้วิธีใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางที่ดี ด้วยกลยุทธ์อื่นที่น่าสนใจมาปรับใช้

จากเกมกีฬาที่นำวิธีการทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ แล้วประสบความสำเร็จ จนทำให้ส่งผลย้อนกลับไปสู่วงการธุรกิจที่นำแบบอย่างจากกีฬาไปใช้อีกต่อหนึ่ง นั่นแสดงให้เห็นว่าวิธีการประสบความสำเร็จไม่ได้มีเฉพาะในกรอบแบบที่มันควรจะเป็นเสมอไป คุณต้องรู้จักเรียนรู้จากสิ่งรอบข้างอย่างและมองย้อนกลับมาที่การบริหารจัดการธุรกิจในมือของตนเองอย่างชาญฉลาด
จนสามารถก้าวผ่านวิกฤตปัญหาไปได้ในที่สุด

moneyball

ที่มา: greatertalent.com, etda.or.th

M-cover

ทะยานอย่างผู้นำแบบ Mercedes-Benz

24-6

รถยนต์เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอันดับต้นๆของการดำเนินชีวิตอย่างปฏิเสธไม่ได้ มนุษยชาติคิดค้นและพัฒนาวิศวกรรมยานยนต์มาเป็นเวลากว่าศตวรรษ  จนถึงวันนี้รถยนต์เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่แพร่หลาย เข้าถึงผู้คนทั่วไป มีหลากหลายระดับและ
รูปแบบการใช้งาน และหากพูดถึงรถยนต์ระดับพรีเมียมที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายนั้น
หลายคนคงจะนึกถึง “Mercedes-Benz” หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆว่า “Benz” นั่นเอง

Mercedes-Benz เป็นรถยนต์สัญชาติเยอรมนีที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และขึ้นชื่อด้านคุณภาพมาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นรถยนต์คันแรกๆที่เข้ามาสู่ประเทศไทยอีกด้วย โดยเบนซ์คันแรกในประเทศไทยเกิดจากการสั่งประกอบโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ขณะที่ทรงรักษาพระอาการประชวรที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากในขณะนั้น Mercedes-Benz มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นรถยนต์พระที่นั่งคันแรกของประเทศไทย และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน

โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา Mercedes-Benz มียอดจำหน่ายทั่วโลกสูงสุดเป็นอันดับ 1 ชนะรถยนต์ระดับพรีเมียมคู่แข่งอย่าง BMW และ Audi  ด้วยยอด 2,083,888 คันซึ่งยังไม่นับรวมสมาร์ท แต่ถ้ารวมแล้วจะอยู่ที่ 2,228,367 คัน  ซึ่งการขยายตัวอย่างน่าทึ่งของMercedes-Benz มาจากตลาดจีนและยุโรปเป็นหลัก โดยมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 26.6% และ 12.4% ตามลำดับ

ส่วนเอเชียแปซิฟิกโต 19.3% BMW สร้างสถิติยอดขายใหม่อยู่ที่ 2,003,359 คัน ด้าน Audi สามารถทำยอดขาย 1,871,350 คัน และล่าสุดยอดขายครึ่งปีแรกของปี 2017 ก็ครองอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับโลกรวมและในประเทศไทย โดยมียอดจำหน่ายไปแล้วทั้งสิ้น 1,144,274 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2016 นับว่ายอดจำหน่ายเติบโตขึ้นถึง 13.7%
เลยทีเดียว และตลาดใหญ่ที่สุด ยังคงเป็นแผ่นดินยุโรป ที่มียอดจำหน่ายไปแล้วทั้งสิ้น 484,120 คัน เพิ่มขึ้นถึง 8.9% จากปีก่อน

ส่วนภูมิภาคถัดมาที่นิยมรถยนต์ยี่ห้อ Mercedes-Benz คือ แถบเอเชียแปซิฟิก ที่สามารถจำหน่ายไปแล้วทั้งสิ้นถึง 438,710 คัน
หรือ 26.7% เมื่อเทียบกับช่วงหกเดือนแรกของปี 2016 ซึ่งยอดจำหน่ายในแต่ประเทศต่างเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ได้แก่

  • ประเทศจีนเพิ่มขึ้น  34.5%
  • เกาหลีใต้เพิ่มขึ้น  47.3%
  • ออสเตรเลียเพิ่มขึ้น  8.5%
  • ไต้หวันเพิ่มขึ้น 10.9%
  • อินเดียเพิ่มขึ้น  8.7%

นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ก็มียอดจำหน่ายไปแล้วทั้งสิ้นถึง 193,399 เพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกในปี 2016 โดยในเดือนมิถุนายน 2017 ที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายรถยนต์ไปแล้วทั้งสิ้น 221,874 คัน ในขณะที่ไตรมาสที่ 2 Mercedes-Benz สามารถบันทึกสถิติใหม่กับยอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลก ได้ถึง 583,649 คันเลยทีเดียว

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้Mercedes-Benz ครองตำแหน่งผู้นำเหนือแบรนด์รถยนต์คู่แข่งที่มีระดับใกล้เคียงกัน
เรามาศึกษากลยุทธ์แห่งความสำเร็จไปพร้อมกันครับ

mercedes-benz

คุณภาพ

Mercedes-Benz เป็นรถยนต์สัญชาติเยอรมนีที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ซึ่งประเทศเยอรมนีนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเป็นผู้นำ
ยานยนต์ยุคใหม่  ของศตวรรษที่ 20 รวมไปถึงอุตสาหกรรมแขนงต่างๆของโลกอยู่แล้ว

ดังนั้นในเรื่องของคุณภาพจึงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง  ทำให้แบรนด์Mercedes-Benzให้การใส่ใจและพัฒนามาโดยตลอด
ด้วยสมรรถนะของรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ดีเยี่ยม ทนทาน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน อย่างที่เราเห็นนักสะสมรถโบราณที่เก็บรถยนต์อายุเป็นร้อยปีของMercedes-Benzแสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ยังสามารถใช้การได้ดีอยู่ แม้จะผ่านกาลเวลามามากก็ตาม
เรียกได้ว่าหากคำนวณราคาสำหรับรถยนต์ที่มีความหรูหราระดับนี้กับคุณภาพการใช้งานก็นับว่าคุ้มที่จะเลือกมาเป็นรถยนต์ใน
ครอบครองทุกยุคทุกสมัย

กลยุทธ์การขาย 

กลยุทธ์เด่นในชื่อว่า Best Customer Experience  ซึ่งอยู่ภายใต้กลยุทธ์ Mercedes-Benz 2020 อันเป็นนโยบายหลักด้านการขายและการตลาดของMercedes-Benz  บริษัทได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรด้านการขาย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลง  กลยุทธ์ดังกล่าวมี วัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงให้แบรนด์Mercedes-Benz เป็นแบรนด์ที่มี
ความดึงดูดใจในสายตาของกลุ่มคนรุ่นใหม่แต่ยังรักษาไวซึ่งเอกลักษณ์อันเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าปัจจุบัน

โดยบริษัทได้นำเสนอแคมเปญหรือเครื่องมือทางการตลาด การขาย และการบริการหลังการขายมากมาย ภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกัน คือการนำเสนอประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ระดับพรีเมียมสู่ผู้บริโภคแต่ละท่านโดยเฉพาะและอย่างต่อเนื่อง แคมเปญหรือเครื่องมือเหล่านี้หมายรวมถึงการใช้สื่อดิจิทัลและกิจกรรมออนไลน์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดตั้ง “Mercedes-Benz Café” ขึ้นในเมืองใหญ่ๆในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น เบอร์ลิน ปารีส มิลาน บรัสเซลส์ นิวยอร์ก ปักกิ่ง โตเกียว ฮัมบูร์ก รวมถึงกรุงเทพมหานคร และภายในปี ค.ศ. 2020 Mercedes-Benz ตั้งเป้าว่าจำนวนMercedes-Benz Café ในเมืองสำคัญทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า

ไมเคิล เกรเว่  ประธานบริหาร บริษัท Mercedes-Benz (ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่า “Mercedes-Benz Café มุ่งเน้นไปที่การนำแบรนด์มาปรากฏตัวในย่านใจกลางเมืองอย่างเด่นชัด สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายใหม่ จากการจัดแสดงสินค้าที่ครอบคลุมทั้ง 3 กลุ่ม หลัก คือ

  • New Generation Compact Car (เช่น C-Class, A-Class)
  •  Contemporary Luxur(เช่น E-Class,S-Class)
  • Dream Car (เช่น Coupé,Roadster)

ขณะเดียวกันก็จะมีอาหารเครื่องดื่มไว้ให้บริการ แน่นอนต้องเป็นสไตล์เยอรมัน รวมถึงการให้คำปรึกษาต่างๆ”
โดยคาเฟ่จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน เริ่มจากส่วนแสดงรถยนต์ พร้อมจอ Interactive เพื่อให้ข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ และห้องรับรองพิเศษสำหรับคนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม บริเวณตรงกลางเว้นไว้สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่จะขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทั้งที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และไม่เกี่ยวข้องเช่น งานศิลปะ แฟชั่น และดนตรี ซึ่งเชื่อว่าสอดคล้องและตรงกับ

ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และส่วนที่ 3 คือ ส่วนอาหารที่คิดค้นสูตร และปรุงโดย “The Water Library” ภายใต้การดูแล ของ มร.เมอร์โกเคลเลอร์ เชฟชาวเยอรมัน ที่จะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการช้อปปิ้ง ระหว่างวันได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มสำหรับมื้อกลางวัน ของว่างยามบ่าย ตลอดจนมื้อเย็น รวมไปถึงการดื่มพักผ่อนยามราตรีได้เช่นกัน
เป็นพื้นที่ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปใช้บริการ และสัมผัสกับสินค้า โดยไม่รู้สึกว่ามีพนักงานขายคอยจับจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
เรียกได้ว่าเป็นการขยับไปอีกขั้นของการบริการที่ลูกค้าจะได้รับจากแบรนด์รถยนต์

B

การบริการ

ลูกค้าของMercedes-Benz ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการบริการของMercedes-Benz นั้นยอดเยี่ยมในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำศูนย์ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี  ซึ่งทางบริษัทมีการจัดอบรมพนักงานในทุกระดับอยู่เป็นประจำ ช่างเทคนิคที่ให้บริการซ่อมแซมดูแลก็มีความสามารถ รวมไปถึงศูนย์ซ่อมและอะไหล่ที่มีให้บริการมากเพียงพอกับความต้องการ
นี่อาจเป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งในการตัดสินใจของลูกค้าในหลายๆประเทศ ที่เลือกใช้บริการรถยนต์ที่มีบริการหลังการขายที่ดีจนเฉือนชนะแบรนด์คู่แข่งที่ด้อยกว่าในจุดนี้  อีกหนึ่งงานบริการซึ่งอยู่ภายใต้กลยุทธ์ “Best Customer Experience” ของ
Mercedes-Benz มีชื่อว่า โปรแกรมStar Assist  ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินรถยนต์Mercedes-Benzบนท้องถนน เมื่อคุณประสบเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับรถยนต์ เพียงแค่เปิดแอพพลิเคชันนี้ แล้วกดปุ่มเพื่อขอความช่วยเหลือ รายละเอียดต่างๆ เช่น ตำแหน่งที่เกิดเหตุ หมายเลขทะเบียนรถยนต์ และข้อมูลสมาชิกของคุณ จะถูกส่งมาที่ศูนย์บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน จะมีเจ้าหน้าที่ประสานงานกับช่างผู้ชำนาญการ ออกไปให้ความช่วยเหลือได้ในทันที โดยสามารถตรวจสอบระยะทางระหว่างคุณและช่างได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าช่างผู้ชำนาญกำลังเดินทางไปช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นการพัฒนาบริการหลังการขายที่ทันสมัยตามยุคและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้อย่างมาก

B2

นอกเหนือจากคุณภาพที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับสินค้าที่มีราคาสูงและมีผลกับชีวิตอย่างรถยนต์ การจะเป็นตัวเลือกแรกของลูกค้าย่อมมีปัจจัยที่สำคัญ แม้จะเป็นรายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็อาจเป็นตัวแปรที่ทำให้แบรนด์ของคุณมีชัยเหนือคู่แข่งได้
แม้ว่ายอดขายของMercedes-Benzจะเหนือกว่าคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องหยุดการพัฒนาอยู่แค่ตรงนั้น ทางMercedes-Benzยังมีนโยบายเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าให้ได้มากที่สุด  มีการพัฒนาการผลิตและประกอบตัวรถที่ได้มาตรฐานภายในประเทศที่ดำเนินการธุรกิจ เพื่อลดต้นทุน และทำให้สามารถขยับราคาขายลงมา เป็นการขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้นไปอีก

ที่มา : prachachat.net , mercedes-benz.co.th

evergreen 16 aug_170817_0005

5กลยุทธ์ขั้นเทพKFCผู้นำธุรกิจฟาสต์ฟู้ดโลก

evergreen 16 aug_170817_0006

5 กลยุทธ์ขั้นเทพ KFC ผู้นำธุรกิจฟาสต์ฟู้ดโลก 

หากพูดถึงแวดวงอาหารจานด่วน หรือ Fast Food  เชื่อว่าหลายๆคนคงมีชื่อผุดมาในใจและเป็นลูกค้าประจำกันอยู่หลายที่
เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจประเภทนี้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง สามารถหาทานได้ง่าย สะดวก และมีให้เลือกหลากหลาย
ขยับให้แคบลงกว่านั้น ถ้าพูดถึงเมนูประเภท  “ไก่ทอด”  คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก  “KFC”  ด้วยรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นเอกลักษณ์และได้มาตรฐาน ที่มาพร้อมๆกับภาพของคุณลุงท่าทางใจดีผมขาวสูทขาว ทำให้ KFC เป็นที่นิยมกับคนทั่วโลกมาเป็นเวลายาวนานเกินกว่าครึ่งศตวรรษ อย่างในประเทศไทยเองก็เปิดให้บริการเป็นเวลา 30 กว่าปีมาแล้ว

evergreen 16 aug_170817_0003

อะไรที่ทำให้ KFC ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน กลยุทธ์ในการทำธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน  และทิศทางในอนาคต เพื่อการดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้นำธุรกิจอาหารจานด่วนของโลก

 ถ้าจะพูดถึงประวัติความเป็นมาของ KFC นั้น สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงนอกจากสินค้าอันเป็นเอกลักษณ์อย่างไก่ทอดแล้ว
ก็คือ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นมา ที่เรารู้จักกันดีในนาม “ผู้พันแซนเดอร์ส” ชายสูงวัยในสูทสีขาวท่าทางอบอุ่นใจดี ผู้ทำไก่ทอดขาย
จนดังไปทั่วโลก แต่หากใครศึกษาประวัติละเอียดอีกนิด คงจะทราบดีว่า กว่าผู้พันของเราจะประสบความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ก่อนหน้านี้เคยประกอบอาชีพมาหลายอย่างและ เรียกได้ว่าประสบความล้มเหลวแทบจะทุกอย่าง แม้กระทั่งการก่ออาชญากรรม
หรือฆ่าตัวตาย พระเจ้าก็สั่งให้เขาทำไม่สำเร็จ เหมือนจะถูกกำหนดมาแล้วว่าให้แกอยู่ทำไก่ทอดให้มนุษยชาติกินก่อนก็เป็นได้
เรามาไล่เรียงกลยุทธ์ที่ KFC ใช้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงเป้าหมายในอนาคตกันครับว่ามีอะไรบ้าง

คุณภาพของสินค้า

แม้ว่าผู้พันแซนเดอร์สจะประสบความล้มเหลวในการประกอบอาชีพมาตลอดชีวิต แต่เขารู้ตัวเองอย่างหนึ่งว่า มีสิ่งที่เขาถนัดและทำได้ดีที่สุดอยู่ นั่นคือ การทำอาหาร เขาได้ตัดสินใจประกอบธุรกิจร้านอาหาร และพัฒนาสูตรไก่ทอดของตัวเองอย่างจริงจัง
ถึงแม้ว่าขณะนั้นจะมีอายุมากแล้วก็ตาม เรียกได้ว่า ไม่สายไปหากจะทำธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญจริง
ทั้งนี้รสชาติของไก่ทอดของ KFC ก็มีการปรับให้ถูกปากกับผู้บริโภคในแต่ละเมือง แต่ละประเทศด้วย แต่ก็ยังคงมาตรฐานรสชาติ
ในแบบ KFC เอาไว้  ถ้าใครเคยไปลิ้มลองที่ต่างประเทศก็จะทราบข้อนี้ดี นับเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่แสดงถึงความใส่ใจ
ผู้บริโภค โดยใช้คุณภาพของสินค้าเป็นตัวนำ

kfc-opengraph-1

สร้างเอกลักษณ์

เริ่มที่รายการอาหาร แม้ว่าเมนูในร้านจะมีค่อนข้างหลากหลาย แต่ KFC ก็เลือกที่จะใช้ไก่ทอดเป็นเอกลักษณ์มาโดยตลอด
คิดค้นสูตรลับที่ทำให้ไม่มีใครเลียนแบบได้ รั้งตำแหน่งผู้นำตลาดได้อย่างเหนียวแน่น  และสิ่งสำคัญอีกอย่างจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก  “พันเอก ฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส” ที่เราทุกคนร้องอ๋อและสามารถนึกภาพตามได้ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม  เรียกได้ว่า ติดอันดับมนุษย์ที่มีคนรู้จักเป็นอันดับต้นๆของโลก แน่นอนครับ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นการตลาดอันแยบยล สังเกตกันหรือไม่ว่า
โลโก้ของ KFC  ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน ปรากฏหน้าของผู้พันควบคู่ไปกับตัวหนังสือทุกแบบ ทุกเวอร์ชั่น วางหุ่นรูปตัวเอง
ไว้หน้าร้านทุกสาขา ทำกันขนาดนี้ จำไม่ได้ให้มันรู้ไป จนมีคำกล่าวจาก  Jack Massey  นักลงทุนว่าผู้พันเป็น
” The greatest PR man I have ever known “   นั่นเป็นเพราะว่าเขาเริ่มไว้เคราหลังจากนั้นย้อมหนวดเคราให้เป็นสีขาว
สวมสูทขาว ผูกเนคไทสีดำแบบเส้น
   ซึ่งในเวลาต่อมาเขาไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชนในลุคอื่นอีกเลย

kfc2

สโลแกน

นอกจากโลโก้ที่เป็นที่จดจำแล้ว สโลแกนของ KFC ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์  แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนมาหลายครั้งแต่ก็คุ้นหูเกือบทุกอันเลยครับ โดยในช่วงแรกจะใช้อยู่ 2 อัน คือ “North America’s Hospitality Dish” และ
“We fix Sunday dinner seven nights a week”  จนกระทั่งภายหลังปรับให้กระชับขึ้นเป็น Finger licking good
ที่เราคุ้นเคยมาตลอดในศตวรรษที่ 20  จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2006 สโลแกนเปลี่ยนอีกครั้งเป็น  “Follow  your taste”
และล่าสุดในปี 2011 กับสโลแกนที่สั้นลงกว่าเดิม “So good” ตามนโยบายของบริษัทที่อยากจะสื่อสารกับผู้บริโภคให้มากกว่า
การขายอาหารรสชาติดีแต่รวมไปถึงการบริการที่อบอุ่นด้วย

New_logo_0316

kfc

ในตอนแรกที่ผู้พันแซนเดอร์สขายไก่ทอดในร้านของตัวเองก็พบเจอกับปัญหาหนึ่งที่นำมาซึ่งการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในการทำธุรกิจ นั่นคือการที่ร้านของเขาประสบปัญหากับการก่อสร้างถนน ทำให้ลูกค้าจำนวนมากไม่สะดวกที่จะมาอุดหนุนที่ร้านได้
เหมือนเดิม การขยายสาขาไปที่อื่นเป็นตัวเลือกที่ดี
Pete Harman ลูกค้าคนหนึ่งสนใจที่จะเปิดร้านไก่ทอดของผู้พันที่บ้านของตนในยูทาห์และที่นั่นก็กลายเป็น KFC สาขาแรก
ของโลก ต่อมาผู้พันก็ได้เดินทางไปที่ร้านของพีทและได้ทำการปรุงไก่ในแบบฉบับของตนจนร้านสาขายูทาห์นั้นมีรายได้มหาศาล
เพียงปีแรกที่เปิด ผู้พันกลับมาทบทวนเรื่องการขายแฟรนไชส์อย่าจริงจัง โดยขายให้สองนักลงทุน  Jack Massey และ
John Y. Brown Jr.

ในประเทศไทย  KFC อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด  โดยเปิดให้บริการในประเทศมากว่า 30 กว่าปี ปัจจุบัน KFC  ในไทยมีทั้งหมด 586 สาขา แบ่งเป็นของ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) 244 สาขา สัดส่วน 42%  เป็นของ CRG (เซนทรัล เรสเทอรองตส์ กรุ๊ป) 219 สาขา สัดส่วน 37% และเป็นของ  RD (บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลลอปเม้นต์ จำกัด)  123 สาขา สัดส่วน 21% (ซึ่งจะครบ 130 สาขาในกันยายนปีนี้) โดยล่าสุดทางยัมประกาศนโยบายขายแฟรนไชส์ที่เหลือของตนทั้ง 244 สาขา  โดยให้เหตุผลตามนโยบายของบริษัทแม่ที่จะใช้กลยุทธ์ให้แฟรนไชส์เป็นผู้ดำเนินการแทน  การทำงานจากนี้ไปมี Brand Advisory Council  ซึ่งประกอบไปด้วย แววคนีย์ อัสโสรัตน์  จีเอ็มของ ซีอาร์จี  จีเอ็มของอาร์ดี และผู้บริหารจากยัมฯ ที่ดูแลเคเอฟซี 244 สาขา เพื่อเป็นคณะทำงานการวางนโยบาย ทั้งขยายสาขา การตลาด   การพัฒนาต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแฟรนไชส์จะเป็นผู้ลงทุนสาขา ส่วนงบการตลาดนั้นจะมาจากการหักเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของแต่ละรายเพื่อเข้ากองกลาง โดยมีทีมการตลาดของยัมฯ เป็นผู้ดูแลบริหาร

สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง

ตลอดระยะเวลา  30 กว่าปีที่ผ่านมาสำหรับการดำเนินธุรกิจของ KFC ในประเทศไทย แม้จะประสบความสำเร็จอย่างมากทางการตลาด โดยการตอกย้ำสินค้าไก่ทอดของตนเอง แต่KFC ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ล่าสุดในปี 2016 ได้เพิ่มกลยุทธ์ทางการตลาดในประเทศไทยด้วยการทำ Branding ด้วยแนวคิด ที่เห็นว่า แบรนด์ เป็นเรื่องของความรู้สึก เมื่อนึกถึงต้องบอกได้ว่าแบรนด์นี้มีความรู้สึกอย่างไร หรือทำให้ผู้บริโภครู้สึกอย่างไร KFC จึงเริ่มต้นด้วยแนวคิด KFC Always Original เป็นตัวจริง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
สื่อสารโดยใช้รูปแบบงานศิลปะ  “มิวสิคแอนด์ป๊อปอาร์ต” (Music and Pop Art)

evergreen 16 aug_170817_0001

ปัจจุบัน KFC มีแผนขยายเป็น 800 สาขาในปี 2563 และมีการขยายสาขาแบบ Drive Through และออนไลน์มากขึ้นเพื่อ
ให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย  ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยทศวรรษที่ 50  มาวันนี้ KFC ได้ขยายตลาดกิจการอาหารจานด่วนไปทั่วโลก แม้จะมีความต่างของวัฒนธรรมมากมายทั้ง การกิน การใช้ชีวิตในแต่ละพื้นที่ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหาสำหรับ KFC  ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากการไม่หยุดที่จะปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นมาโดยตลอด มีการวางแผน และกลยุทธ์ที่รองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล

Uniqlo

7สิ่งสำคัญ ปั้นแบรนด์ให้ดังแบบ UNIQLO

evergreen-10aug

มาถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า UNIQLO แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่น นั้นโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
ไม่เพียงในประเทศต้นกำเนิดอย่างญี่ปุ่นเอง หรือในประเทศไทยและประเทศอื่นๆในเอเชีย แต่สามารถบุกตลาดไกลถึงอเมริกา
และยุโรป อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะขยายสาขาไปทั่วโลกในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

จุดเริ่มต้นของ UNIQLO

UNIQLO เป็นแบรนด์เสื้อผ้าของบริษัท ฟาสต์ รีเทลริ่ง (Fast Retailing) รกเริ่มเดิมทีนั้นเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย
ในชื่อ โอโกริ โชจิ ก่อตั้งในปี ค.ศ.1949  อยู่ในจังหวัดยามะกุจิ ต่อมาได้ขยายสู่ตลาดเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีด้วย
โดยทายาทของครอบครัว  นายทาดาชิ ยานาอิ (Tadashi Yanai)  และใช้ชื่อว่า “UNIQLO Clothing Warehouse”
เปิดขึ้นที่เมืองฮิโรชิมาในปี ค.ศ.1984  เรียกได้ว่าเป็น UNIQLO สาขาแรกของโลก  โดยที่มาของชื่อนั้นมาจากการผสมคำว่า Unique และ Clothing หรือ UNI-CLO   นั่นเอง
แต่สาเหตุที่เราเห็นว่าสะกดด้วยตัว Q นั้นเกิดจากข้อผิดพลาดในขั้นตอนของการจดทะเบียน นับได้ว่าเป็นความไม่ตั้งใจที่
กลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างมากในเวลาต่อมา


1.เอกลักษณ์แห่งความสำเร็จ

เราจะพบว่า UNIQLO  มีความชัดเจนในการนำเสนอตัวตนสู่ท้องตลาดเป็นอย่างมาก ด้วยรูปแบบของสินค้าและบริการอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และนั่นทำให้กลุ่มลูกค้าจำนวนมหาศาลให้การตอบรับอย่างดีเรื่อยมา  ปัจจัยต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ UNIQLO
มอบให้ผู้บริโภคและได้ใจพวกเขาเหล่านั้นไปอย่างจัง

2.สินค้า

สิ่งที่เรียกได้ว่าโดดเด่นที่สุดคงจะหนีไม่พ้นตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วยเสื้อผ้าทั้งของผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก
เรียกได้ว่าเหมาะกับทุกเพศทุกวัย และทุกๆโอกาส โดยมีแนวคิดให้สินค้าของตนเป็น Lifewear  คือ เสื้อผ้าสำหรับทุกคน
ทุกที่ ทุกเวลา

3.เนื้อผ้าดี

บริษัทเน้นคุณภาพในส่วนนี้เป็นอย่างสูง เพราะมีความต้องการให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีหากสวมใส่เสื้อผ้าของ UNIQLO
ทั้งที่ใส่แล้วเย็นสบายในอากาศร้อน และให้ความอบอุ่นได้ในอากาศหนาวโดยไม่จำเป็นต้องเป็นแจ๊คเก็ตตัวหนาอีกต่อไป
เพราะทางบริษัทมีการพัฒนาในจุดนี้ด้วยการนำเทคโนโลยี HeatTech  เข้ามาช่วย

4. การออกแบบ

UNIQLO ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีจุดยืนที่มั่นคงมากๆ ในเรื่องของดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ คือมี ความเรียบง่าย แต่ดูดี มีการออกแบบทั้งรูปทรงและสี ที่ดูแล้วสุภาพแต่ไม่น่าเบื่อ เพราะคุณสามารถนำมา mix and match ได้ตามใจต้องการ อีกทั้งยังไม่ตามกระแสแฟชั่นที่กำลังนิยม ทำให้ทุกคนสามารถสวมใส่เสื้อผ้าของ UNIQLO ได้ตลอดเวลาดังสโลแกน “Made For All”

5. ราคา

หลายคนเห็นตรงกันว่าเสื้อผ้า UNIQLO ราคาถูก หมายถึงเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว การมีเสื้อยืดที่เนื้อผ้าดี
ตัดเย็บอย่างประณีต ในราคาหลักร้อยบาทนั้น ถือว่ายิ่งกว่าคุ้มค่า  จากการมีสินค้าที่มีปริมาณมากจึงสามารถลดต้นทุนในการผลิต และราคาขาย ทำให้แนวคิด สินค้าคุณภาพสูงราคาต่ำนั้นครองใจผู้คนมากมาย

 6.บริการ

ลูกค้าหลายคนของ UNIQLO ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ร้านUNIQLO นั้นมีการให้บริการที่ยอดเยี่ยม  เริ่มตั้งแต่ตัวร้านที่ไม่ว่าสาขาใดก็จะมีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกันคือ ขนาดใหญ่สะดุดตา มีการจัดพื้นที่ที่ยอดเยี่ยม สีสันดึงดูด
นับเป็นการเชิญชวนลูกค้าเข้าร้านตั้งแต่แรกเห็น ทำให้จากที่ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าก็ต้องเข้า

เมื่อเข้าไปแล้วก็จะพบกับชั้นวางสินค้าที่จัดเป็นสัดเป็นส่วน สวยงาม น่าหยิบจับ มีห้องลองเสื้อผ้ามากมายเพียงพอกับความต้องการ ถือเป็นความใส่ใจข้อสำคัญของธุรกิจร้านขายเสื้อผ้า ทำให้จากที่ตั้งใจซื้อแค่เสื้อยืดตัวเดียวก็ได้อย่างอื่นไปอีกมาก

และประการสำคัญก็คือ เจ้าหน้าที่ พนักงานในร้านทุกคน มีการให้บริการที่ดีมาก ขยันขันแข็ง มีกิริยามารยาทที่เป็นมิตร
พร้อมต้อนรับให้คำแนะนำแก่ลูกค้า สร้างบรรยากาศที่ดีในร้านไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด ซึ่งจุดนี้ถือว่าทางประเทศญี่ปุ่นเน้นเป็นพิเศษ มีการจัดอบรมพนักงานในทุกๆประเทศที่มีการดำเนินธุรกิจ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างของความเป็นญี่ปุ่นอย่างที่เรารู้กันดี

7.วิสัยทัศน์ของผู้นำ

ต้องยอมรับว่าส่วนสำคัญที่ทำให้ UNIQLO ประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ มาจากการมีผู้บริหารที่มีความสามารถ และมีวิสัยทัศน์
ในการทำงานระดับมืออาชีพ  ตั้งแต่การวางแนวคิดและแนวทางอันมีจุดยืนของแบรนด์อย่างชัดเจนตลอดมา การสร้างมาตรฐานตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น ทั้งในส่วนของสินค้าที่มีความประณีตในทุกขั้นตอน หรือทรัพยากรมนุษย์ที่มีการจัดอบรมสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่เสมอ อีกทั้งผู้บริหารอย่าง ทาดาชิ ยานาอิ (Tadashi Yanai)  ยังมีนิสัยกล้าเสี่ยงแต่ก็ตั้งอยู่บนความละเอียดรอบคอบและใส่ใจ ดังที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า

“ผมไม่คิดว่าผู้จัดการที่ไม่ใส่ใจในรายละเอียด จะเรียกว่าผู้จัดการที่ดีได้”

 2

นอกจากนี้ ทาดาชิ ยานาอิ ยังเล็งเห็นช่องทางมากมายในการทำธุรกิจ จึงเร่งพัฒนาองค์กรและตัวสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Disney เพื่อสร้าง collection เสื้อผ้าโดยครอบคลุมไปถึงของ Marvel และ
Star Wars หรือการจับมือกับศิลปินที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ เรียกได้ว่านำงานศิลปะมาอยู่บนเสื้อผ้าเลยทีเดียว ซึ่งสามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้อีกมาก โดยการออกแบบ collection ต่างๆนั้นเขาก็ให้สิทธิ์กับ ดีไซเนอร์ที่มาออกแบบ ให้ความเคารพ และให้เกียรติในการทำงานอย่างเต็มที่

เป้าหมายในอนาคต

แม้ว่าในวันนี้ UNIQLO จะขึ้นแท่นแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของโลก ด้วยรายได้อันดับ 1 ในเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก
แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดหย่อน ก็ทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ถึงการเป็น แบรนด์เสื้อผ้าอันดับ 1 ของโลกให้ได้ ในปี ค.ศ. 2020
โดยทุกวันนี้ก็เริ่มเห็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาด เสื้อผ้ายีนส์ ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ท้าทายเป็นอย่างมากในการแย่งชิงความเป็นหนึ่ง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา หรือการเพิ่มช่องทางการขายแบบออนไลน์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น  อีกทั้งยังเปิดตัว เครื่องขายเสื้อผ้าอัตโนมัติ โดยเริ่มให้บริการบริเวณสนามบินในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรกและกำลังขยายไปสู่รัฐอื่นๆ เพื่อความสะดวกของกลุ่มลูกค้านักเดินทาง
จะเห็นได้ว่ากว่า UNIQLO จะกลายมาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของโลกได้นั้น ย่อมเกิดจากการทำงานอย่างหนักตั้งแต่เริ่มต้น
ความตั้งใจที่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับผู้บริโภค การสร้างมาตรฐานที่ดีในทุกๆ ที่คุณจะเห็นโลโก้สไตล์ Minimal สีขาวแดงปรากฏอยู่ (แม้ว่ามันอาจจะไม่ปรากฏบนเสื้อผ้าของคุณก็ตาม)  นั่นหมายถึงคุณจะได้เจอกับสิ่งที่ดีที่สุดที่ร้านขายเสื้อผ้าสามารถมอบให้คุณได้ ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงหากจะกล่าวว่า

“ณ วันนี้ UNIQLO คือแบรนด์เสื้อผ้าที่สามารถครองหัวใจผู้คนทั่วทุกมุมโลก”

 

ที่มา:  thrillist.com  ,bangkokbiznews.com  ,uniqlo.com