mib fb is heart

ถ้า Facebook คือหัวใจ Website คือจิตวิญญาณ

“ถ้า Facebook คือหัวใจ Website คือจิตวิญญาณ”
.
.
ผมพูดประโยคนี้ครั้งแรกที่งานบรรยายหลายเดือนก่อน เพราะเป็นหลักที่ผมยึดถือมาโดยตลอด
.
เพราะจริงๆแล้ว การทำ Digital Marketing ควรเริ่มต้นจากการทำเว็บไซต์ด้วยซ้ำไป แต่เมื่อย้อนกลับไปไม่ถึงสิบปี Social Media บูมขึ้นอย่างสุดพลัง! ทำให้เกิดกระแส Social Commerce ที่บางคนขายของผ่าน Social Media บางคนมีแต่เพจเฟสบุค บางคนมีแค่ IG กับไลน์ ก็ยอดขายเดือนเป็นล้านก็มีให้เห็นบ่อยจนไม่ใช้เรื่องแปลกใหม่ คนส่วนหนึ่งจึงละเลยการมี Website เป็นของตัวเอง
.
จริงๆ แล้วการเว็บไซต์ของตัวเองมีประโยชน์หลายอย่าง ครับ กูรูหลายคนก็พูดกันตลอด เช่น
.
– เฟสบุคเป็นเหมือนห้องเช่า บ้านเราจริงๆคือเว็บไซต์ Facebook เป็น Social-Media ซึ่งมีเกิดมีดับไปตามภาวะแถมจะขึ้นค่าเช่า ไล่เราออกเมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะเราไปเช่าที่เค้าอยู่ แต่เว็บไซต์นี่สิคือบ้านเราของจริง และจะคงอยู่ตลอดไปตามอายุของอินเตอร์เน็ต ไม่ผันแปรเหมือน Social Media
.
– การทำ Online Marketing สมมติมี 10 ระดับ ถ้าคุณไม่มีเว็บไซต์ คุณจะไปไกลสุดได้แค่ระดับ 5 เท่านั้น เพราะขั้นต่อๆไป ต้องใช้เว็บไซต์ประกอบด้วย
.
ที่เล่ามาเป็นแค่น้ำจิ้ม จริงๆประโยชน์ของการมีเว็บมีอีกนับเป็นสิบอย่างได้เลย ดังนั้นจึงอยากเชียร์ให้มีเว็บไซต์กันครับ
.
และถ้าอยากเปิดเว็บไซต์ เปิดได้ 3 แบบ 3 level คือ เรียงลำดับจากง่ายไปยาก
.
.
Level1.ง่ายสุด เว็บสำเร็จรูป (ทำเองได้ ห้ามจ้าง)
.
ถ้าเอาไว้เขียนบทความ แนะนำเป็นบล็อก ทำเองได้ ไม่ยากมาก เขียนบทความเองอัพเอง
blogspot.com (อันนี้ของกูเกิล)
– bloggang (ของpantip)
– storylog.co (ของพี่หมู ookbee)
– Blognone
.
ส่วนอีกประเภทเป็นเว็บสำเร็จรูป ไว้ซื้อของออนไลน์มีระบบตะกร้าสินค้า
– weloveshopping
tarad.com
– lnwshop
– bentoweb
.
พวกนี้คือกลุ่มเว็บสำเร็จรูป จริงๆมีอีกเพียบครับ ลองทำเอง ศึกษาเองได้ไม่ยาก ยูทูปมีสอนครับ ซึ่งต่อให้ไม่มีสอนลองคลิ๊กๆดูเองก็ได้ครับ แป๊บๆก็เป็น เชื่อผม
.
.
Level 2 : ทำ Website ด้วย WordPress (อันนี้จ้างก็ได้ ทำเองได้ยิ่งดี)
.
เว็บของธุรกิจผมทุกอันทำด้วยอันนี้ครับ wordpress นี่เป็น CMS พูดง่ายๆคือ เป็นการทำเว็บกึ่งสำเร็จรูปครับ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียน code สามารถปรับแต่งได้เยอะ
.
ส่วนตัวเชียร์ให้ทำอันนี้ เพราะสามารถปรับแต่งเข้ากับการทำ Digital Marketing ระดับ Advanced ได้ ซึ่งการทำเว็บสำเร็จรูปแบบ level1 ทำไม่ได้ครับ สำหรับการทำ Website ด้วย wordpress ถ้าจะทำเอง ใช้เวลาหน่อย มียูทูปสอนเช่นกัน เสิร์ชว่า “build website with wordpress” ขึ้นมาเพียบ ทำตาม step by step ได้เลย
.
ตอนทำเว็บครั้งแรก ผมก็ทำแบบนี้ครับ เปิด youtube เอาละทำตาม คลิปใน youtube ยาวประมาณ 2 ชั่วโมง ผมกว่าจะทำได้ แค่โครงๆนะครับ เกือบ 2 วันได้ 5555
.
Level 3 : เว็บเขียนเองใหม่ทั้งหมด (ต้องจ้างทำเท่านั้น) อันนี้จะแพงสุด ทำได้เยอะสุด เพราะเขียนใหม่ขึ้นมาเอง ต้องให้โปรแกรมเมอร์หรือ Web designer ทำให้เท่านั้น สนนราคาหลายหมื่นจนหลายแสนแล้วแต่ฟังก์ชัน แนะนำ SMEs ถ้าไม่ใช่ Start Up ที่ต้องการฟังก์ชันพิเศษอะไร การทำ Website ด้วย WordPress ที่เป็น level2 ก็ครอบคลุมแทบทั้งหมดแล้วครับ
.
.
และอย่ากระนั้นเลย ผมได้เปิดแฟนเพจ www.facebook.com/marketinginblack มาได้ 2 อาทิตย์กว่าแล้ว เพื่อเป็นการยืนยันในหลักการ เมื่อวานนี้ก็ได้ลงมือทำเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ นั่นคือ www.marketinginblack.net  เว็บไซท์นี้เอว
.
ทำด้วย wordpress เหมือนกัน 3 ชั่วโมงเสร็จเลย (เพราะจริงๆทำง่ายมาก ซื้อธีมดีๆจาก Themeforest อัพลง wordpress แล้วโหลด demo สำเร็จรูปมา แล้วแก้ไปตาม demo)
.
เว็บสวยโอเคเลย กระชับและครบครัน เสร็จใน 3 ชั่วโมง ต้นทุนไม่กี่พัน ทำเอง 100% อยากให้ลองทำกันดูครับ บอกเลยไม่ง่าย แต่ไม่ยากแน่อนครับ ^^
.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

12687799_1697122583836404_7930148772761068941_n

20 สิ่งที่คุณต้องรู้ตอนอายุ 25

20 สิ่งที่คุณต้องรู้ตอนอายุ 25
.
.
.
.
.
.
.
สวัสดีครับผม ครูชัยนะครับ ปัจจุบันอายุ 26 ปี ผมเริ่มสอนพิเศษตั้งแต่อยู่ม.ปลาย และได้มีโอกาสทำธุรกิจเปิดโรงเรียนกวดวิชาของตนเองได้ตั้งแต่อายุ 19 เมื่อปีที่แล้ว ผมได้ตั้งเป้าหมายและตั้งใจใช้ชีวิตมากขึ้น จนได้เปิดโรงเรียนแบรนด์ที่ 3 ของตัวเอง คือ Mind English : พูดภาษาอังกฤษได้ทันที โดยไม่ต้องมี Grammar สามารถขยายได้ 25 สาขา สร้างบริษัทมูลค่าร้อยล้านได้ภายใน 1 ปี และนี่คือข้อคิดผมได้เรียนรู้มาจากปีที่แล้ว ตอนที่ผมอายุ 25 ปีครับ…
.
.
1. ความสำคัญของเงินจะแปรผกผันกับปริมาณที่มี ยิ่งมีเงินมากขึ้น ความสำคัญของเงินยิ่งลดลง
.
2. หนึ่งในความสุขของชีวิต คือการที่ไม่ต้องนับเงินในกระเป๋า ไม่ต้องคำนวณเงินในบัญชีเวลาจะซื้อของหรือสั่งอาหารอะไรสักอย่าง นั่นคือ ก้าวแรกสู่อิสรภาพทางการเงิน ซึ่งสำคัญมาก
.
3. อิสรภาพทางการเงินไม่สำคัญเท่าอิสรภาพทางเวลา คุณจะรู้สึกสนุกกับชีวิตสุดๆ ในวันนี้คุณตื่นขึ้นมากี่โมงก็ได้แล้วสามารถเลือกได้ว่าวันนี้จะเข้าออฟฟิศก็ได้หรือขับรถไปเที่ยวหัวหินก็ดี
.
4. การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ คนที่เก่งคือคนที่ฉลาดหาเงิน แต่คนที่สุดยอดคือคนที่ฉลาดหาเงินแล้วใช้เงินไปทำงานอีกที
.
5. 3 ความรู้สำคัญในการใช้ชีวิตที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน แต่ใช้จริงหนักมากคือ การบริหารเงินส่วนบุคคล การลงทุนและการใช้Excel (ฮาาา)
.
6. ความสำเร็จไม่ได้ตรงข้ามกับความล้มเหลว ความสำเร็จคือการสะสมความล้มเหลวหลายๆครั้ง เรียนรู้จากมันอย่างไม่ยอมแพ้จนประสบความสำเร็จ
.
7. คนไม่ค่อยมีเงินจะคิดว่าเงินทองนั้นหายาก ส่วนคนรวยจะคิดว่าเงินนั้นหาง่ายเสมอ
.
8. การมีลูกทำให้เรามีเงินน้อยลง แต่ทำให้เราหาเงินได้มากขึ้น
.
9. 4 ทักษะที่สำคัญในการเริ่มต้นทำธุรกิจ คือ ทักษะการสื่อสาร, ทักษะเกี่ยวกับคน, ทักษะการตลาดและทักษะการฟัง
.
10. การใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีความฝัน เเปรียบเสมือนมีลมหายใจแต่ไร้จิตวิญญาณ
.
11. 2 อย่างที่ทำให้เราพัฒนาตนเองได้เร็วที่สุด คืออ่านหนังสือดีๆกับรู้จักคนเก่ง (ดังนั้นผมตั้งเป้าหมายอ่านหนังสือดีๆเดือนละ 4 เล่ม ได้ไปกินข้าวนั่งคุยกับคนเก่งๆอย่างน้อย 1 คน)
.
12. ควรพัฒนาตัวเองให้เก่งเร็วที่สุด เพราะยิ่งอายุมากขึ้นจะยิ่งยากและเรียนรู้ได้ช้าลง เช่นเดียวกับการเริ่มต้นธุรกิจควรเริ่มให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อเวลาล้มยังมีเวลาให้ลุก และยังไม่เจ็บมากมายนัก
.
13. 3 สิ่งที่ควรต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25 คือ Asset, Connectionและสุขภาพ
.
14. อย่ายอมให้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาสร้างจุดเปลี่ยนในชีวิต จุดเปลี่ยนในชีวิตจะต้องเกิดขึ้นเพราะตัวเราเท่านั้น
.
15. สูตรของความสำเร็จที่สั้นที่สุดและได้ผล 100%ในทุกเรื่อง มี 5 ขั้นตอนเท่านั้น คือ ตั้งเป้า, วางแผน, ทำ ทำ ทำ,เรียนรู้จากความล้มเหลวและไม่ยอมแพ้
.
16. จงใช้ชีวิตบนพื้นฐานของความสามารถ ไม่ใช่บนพื้นฐานของโชคชะตา
.
17. เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ต้องเรียนรู้ที่จะใช้คนมากขึ้น เพราะคนเรามีเวลาจำกัด ไม่มากพอที่จะได้ทำทุกอย่าง ต่อให้ทำได้ทุกอย่าง เราก็ไม่ได้ัทำได้ดีทุกอย่าง ศิลปะการบริหารคนถือเป็นศิลปะขั้นสูงอันหนึ่งของมนุษย์ “สำคัญกว่าการที่รู้ว่าทำอะไรได้ คือการที่รู้ว่าควรทำอะไร”
.
18. จงศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวคน แต่อย่าไว้ใจใคร 100% เพราะเราอาจเจอคนบางคนที่แย่มากจนไม่น่าเชื่อว่าเขาจะแย่ได้มากขนาดนี (แล้วงงตัวเองว่าตอนนั้นไปไว้ใจขนาดนั้น ได้ยังไง?)
.
19. เวลาที่เราเรียนตั้งแต่อนุบาลยันปริญญาตรี 20 ปี 20% เรียนเพื่อค้นหาความรู้ อีก 80% เรียนเพื่อค้นหาตัวเอง
.
20. จงใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้ ที่ทำให้ขนาดตัวเองยังหลงรักชีวิตตัวเอง!

.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

12715403_1698395490375780_8011557421757597842_n

ทำเพจ ต้องซื้อโฆษณาไหม?

ทำเพจ ต้องซื้อโฆษณาไหม?
.
.
.
เป็นคำถามที่ถามเข้ามาเยอะมากครับ ว่าทำเพจต้องซื้อโฆษณาไหม ต้องซื้อเท่าไหร่ ไม่ซื้อได้ไหม?
.
ถ้าคุณทำเพจสนุกๆ ไว้เป็น Diary ไว้เก็บเรื่องราวและแชร์ประสบการณ์ต่างๆในชีวิต อันนี้คุณไม่ต้องซื้อโฆษณาก็ได้ครับ
.
แต่ถ้าคุณทำธุรกิจ คุณต้องซื้อโฆษณาเท่านั้นครับ ไม่มีทางเลือกอื่น…
.
ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่า เฟสบุค Marketing เป็นส่วนหนึ่งของ Marketing ซึ่งนั่นคือการตลาด และการตลาดต้องมี Budget เสมอ (มากหรือน้อยนั่นอีกเรื่อง) แต่ไม่มีเลยเป็นไปไม่ได้ครับ
.
อันนี้สำหรับทุก platform เลยนะครับ ไม่ว่าเฟสบุค, youtube, instagram, line@ ทุก platform นั้นเปิดใช้ฟรี เลยทำให้คนส่วนใหญ่ เข้าใจผิดว่า Social media is Free!
.
ซึ่งจริงๆแล้ว Social media is not free, it is the investment! ครับ เพราะ Social Media มันไม่ฟรีและมันคือการลงทุนครับ
.
หรือพูดอีกมุมคือ “Social media เปิดใช้ฟรี แต่ถ้าจะทำให้ดีต้องลงทุน” ครับ…คุณต้องลงทุนทำโฆษณา ลงทุนทำคอนเท้น ลงทุนทำภาพ ถ้าไม่จ้างช่างกล้อง ก็ต้องลงทุนซื้อภาพจากเว็บ stockphoto ต่างๆ
.
ถ้าถามว่าต้องลงทุนเท่าไหร่? บอกไม่ได้ครับ อยู่ที่เป้าหมายยอดขายของคุณ ถ้าตั้งเป้ายอดขายสูง ก็ต้องลงทุนเยอะหน่อย จำไว้นะครับ “คุณไม่มีทางตกปลาใหญ่ได้โดยใช้เหยื่อตัวเล็ก”
.
และการลงทุน ไม่ใช่ลงทุนแค่ตังค์อย่างเดียวนะครับ ต้องลงทุนความตั้งใจด้วย! (ต้องคิดถึงและมองในมุมลูกค้าเยอะๆ)
.
สำหรับอีกคำถามที่คนชอบถามเช่นกัน “ว่าทำเพจมาตั้งนาน ไม่ค่อยมีคนกดไลค์เลย ว่ายังไงให้คนเห็นเยอะ มากดไลค์เพจเยอะๆ”
.
มี 2 วิธีเท่านั้นครับ หนึ่งคือทำ content ให้มีคุณค่า เป็น value content แล้วจะมีคนแชร์ content ของคุณโดยที่คุณไม่ต้องร้องขอ
.
สองคือทำโฆษณา (Ad) หลังจากเฟสบุคเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว ผมว่าตอนนี้มาร์ค ซักเกอร์เบิร์คยังต้องจ่ายค่าโฆษณาด้วยเลยมั้ง (แต่ห้ามไปซื้อไลค์ผี ห้ามใช้บริการพวกปั๊มไลค์นะครับ รับรองเฟสบุคจับได้แน่นอนและแบนทันทีแบบไม่มีปรานี)
.
บทความหน้าๆ ผมจะลงละเอียดลึกขึ้น เกี่ยวกับการทำ Ad เฟสบุคเพราะหลายๆคนเข้าใจว่าโฆษณาเฟสบุคมีแค่การโปรโมทเพจกับบูสโพสต์ และกดโฆษณาได้ที่หน้าเพจเท่านั้น
.
จริงๆ แล้วเฟสบุคทำโฆษณาได้เป็น 10 ประเภท มีเครื่องมือออก Ad เพียบบ! เทคนิคเต็มไปหมด ใครสนใจอยากบอกให้กดไลค์รอและตั้ง see first notification ไว้เลย
.
สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่า 2 อย่างนี้ระหว่าง Content กับ Ad อะไรสำคัญกว่ากัน พูดได้เต็มปากแบบไม่ต้องคิดว่า Content แน่นอน! ในการทำ Digital Marketing
.
“Content is always the king, forever and ever”
.
Content สำคัญที่สุด ถ้าเปรียบเทียบ Content เปรียบเสมือนรถยนต์ Ad เปรียบเป็นเชื้อเพลิงครับ…ถ้า Content คุณดี เป็น content ที่มีคุณค่า จะเหมือนคุณมีรถเจ๋งๆซักคันหนึ่ง เต็มน้ำมันนิดเดียว สามารถวิ่งไปได้ไกลเลย บางคันอาจไม่ต้องเติมน้ำมันเลยก็ได้
.
แต่ถ้า content คุณห่วย ต่อให้ Ad คุณดีแค่ไหน เหมือนรถพังๆ เติมน้ำมันดีแค่ไหน ก็ไปไม่ได้ (เชื่อไหมครับ ถ้า content ห่วยสุดๆ เฟสบุคไม่ขึ้นโฆษณาให้ ไม่ตัดตังค์โฆษณาแม้แต่บาทเดียวก็เคยมีมาแล้ว)
.
ถ้าใครอยากรู้เรื่อง content ต่อมีบทความเขียนด้านล่างในเพจบ้างแล้วนะครับ แต่ผมจะเขียนลง detail มากขึ้นอีกๆในบทความหน้าต่อๆไป
.
ถ้าบางคนเข้าใจผิดไปอีกด้านว่าต้องทุ่ม Ad เยอะๆนั่นก็เข้าใจผิดอีกเพราะคำว่า Ad มันคือ Advertising นั่นคือ การโฆษณา ในวงการโฆษณาเราไม่แพ้ชนะกันที่เงินครับ “ผู้ชนะในการทำ Ad ไม่ใช่ผู้ที่ทุ่มเงินมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่ทุ่มเทกับความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด” (นั่นแปลว่าสำหรับ SMEs ถ้าเงินทุนคุณน้อย คุณก็ต้องคิดเยอะๆ)
.
สังเกตเห็นว่าเพจใหญ่ๆ เช่น อีเจี๊ยบ เลียบด่วน มีแต่ content แทบไม่เคยทำ Ad Sponsored เลย แต่คนมีตามตลอด ไลค์เพิ่มขึ้นตลอดเวลา แล้วมี engagement ที่ดีมากๆ แต่นั่นเป็นเพจวาไรตี้ ไม่ใช่เพจธุรกิจ (ถึงแม้มีรายได้สูงจากการโฆษณาก็ตาม 555)
.
แล้วสำหรับ SMEs จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ?
ถ้าเราทำ Content ที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์แถมยังทำ Ad ได้เจ๋งด้วย
.
“ทำ Content ให้ซิ่ง ยิง Ad ให้แม่น”
แล้วธุรกิจของคุณจะไปได้ไกล จนตัวคุณเองอาจนึกไม่ถึงเลยแหละ
.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

12650943_1697872637094732_3677082378353150264_n

อยากประสบความสำเร็จ ต้องล้มเหลว? ไหงเป็นงั้น?

อยากประสบความสำเร็จ ต้องล้มเหลว? ไหงเป็นงั้น?
7 แนวคิดระดับโลก สำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จ
.
มีคำถามจากแฟนเพจ “ผมอยากประสบความสำเร็จต้องทำยังไง และจะมีวิธีหลีกเลี่ยงความล้มเหลวได้ยังไงครับ”
.
.
.
ใครๆก็อยากประสบความสำเร็จ จริงไหมครับ?
และคนส่วนใหญ่ก็มักเชื่อว่า “อยากสำเร็จ ต้องห้ามล้มเหลว ถ้าล้มเหลวคือไม่สำเร็จ”
.
ฟังเหมือนจะ Make sense จริงไหม?
แต่จริงๆไม่ใช่เลย!! เข้าใจผิดแบบสุดๆ
ถ้าใครเข้าใจผิดแบบนี้ แทบจะไม่มีโอกาสเข้าใกล้ความสำเร็จระดับสูงเลย
.
เพราะจริงๆแล้ว นิยามความสำเร็จของผม คือการสะสมความล้มเหลวที่มากพอไปพร้อมๆกับการเรียนรู้จากมันอย่างไม่ยอมแพ้ เพราะคนสำเร็จทุกคนล้วนเชี่ยวชาญด้านความล้มเหลว ยกตัวอย่างเช่น
.
“Walt Disney” ชายผู้เติมเต็มของฝันและจินตนาการของเด็กทั้งโลก เป็นเจ้าของตัวการ์ตูนดังๆที่เรารู้จักกันดี เช่น Mickey Mouse, Little Mermaid, Winnie the Pooh ฯลฯ บอกเลยว่าเป็นเจ้าแห่ง Creativity ตัวจริง

แต่เชื่อไหม เขาเคยถูกไล่ออกจากหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง เพราะถูกกล่าวหาว่า “ไม่มีความคิดสร้างสรรค์” มาแล้ว หลังจากนั้นไปเปิดบริษัท Animation ของตัวเอง เปิดได้แป๊บๆเจ๊งอีก! จนเอาเงินเก็บก้อนสุดท้าย นั่งรถไฟมา Hollywood เสนอไอเดียกับ Universal Studio

รู้ไหมครับ โปรเจคอะไร?

Mickey Mouse เนี่ยแหละครับ และนี่คือจุดเริ่มต้นความสำเร็จของ Disney เพราะ Universal ปฏิเสธครับ บอกตัวละครหนูน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็กผู้หญิง (555 เหตุผลเหง้ามาก)

ถ้าวันนั้นเขาไม่ถูกปฏิเสธ คงไม่มี Walt Disney ในวันนี้ ถ้าวันนั้น เขาไม่ล้มเหลว คงจะไม่ประสบความสำเร็จระดับโลกอย่างทุกวันนี้
.
ถัดมาเจ้าพ่อแห่งนวัตกรรม Steve Jobs ผู้ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Apple แต่ดันล้มเหลวสุดๆจนถึงขนาดถูกบอร์ดไล่ออกตอนอายุ 30 ซึ่งเขาไปก่อร่างสร้างตัวใหม่ จนสร้างบริษัท Animation ของตนเองชื่อ pixar ประสบความสำเร็จอย่างสูงถูก Walt Disney ซื้อไปและเขาได้กลับมาที่ Apple อีกครั้งและได้สร้างสรรค์สินค้าที่เปลี่ยนโลกนี้ไปตลอดกาลอย่าง iPod, iPhone และ iPad ทำให้ Brand Apple กลายเป็น Brand มูลค่าสูงอันดับต้นๆของโลก
.
พิธีกรอันดับต้นๆของโลก Oprah winfrey เคยถูกถอดรายการออกจากผัง ย้ายไปเวลาอื่นที่ไม่ค่อยมีคนดู
.
J.K. Rowling นักเขียนนิยายที่ขายดีที่สุดในโลกใบนี้ Harry Potter ถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธต้นฉบับนับสิบที่จนเกือบไม่ได้ตีพิมพ์
.
ราชา Rock&Roll Elvis Presley ไปออดิชันวงหลายวง โดนปฏิเสธรัวๆ บางทีถูกด่า “นายไม่เหมาะร้องเพลงหรอก กลับไปขับสิบล้อเหมือนเดิมเถอะ” (อาชีพเดิม ของเอลวิสไปคนขับสิบล้อ)
.
มาฝั่งนักร้องสาวกันบ้าง Madonna ก่อนมาเป็นนักร้อง เคยตกต่ำสุดๆต้องไปทำงานร้านฟาสต์ฟูด และแถมล้มเหลวโดนไล่ออกอีก
.
นักวิทยาศาสตร์ที่เด่นด้านการประดิษฐ์ที่สุด Thomas A. Edison ล้มเหลวเกือบพันครั้ง ถึงจะประดิษฐ์สำเร็จ
.
คุณตัน อิชิตัน จากยากจนมากๆจนร่ำรวยเป็นสิบล้าน และเจอพิษเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจอสังหาฯของเขาล่มติดหนี้เป็นร้อยล้าน สุดท้ายพลิกกลับมารวยมีสินทรัพย์นับพันล้าน
.
คุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย ตอนนั้นรวยเป็นร้อยล้าน จนมีหนังของตัวเอง ใครจะรู้บ้างว่าขณะหนังฉาย คุณต๊อบกำลังขาดทุนมหาศาลเพราะโดนน้ำท่วม สุดท้ายผ่านพ้นมาได้ ปัจจุบันเพิ่งนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
.
ที่ยกตัวอย่างมานี่แค่บางคนบนโลกนี้ เอาที่ที่พวกเราน่าจะรู้จัก แต่ผมแทบฟันธงได้เลยว่า ทุกคนที่ประสบความสำเร็จล้วนเคยผ่านการล้มเหลวมาก่อน…และที่เหมือนกันก็คือ คนสำเร็จทุกคนเรียนรู้จากความล้มเหลวอย่างจริงจังเพื่อได้บทเรียนจากมัน!
.
ผมขอสรุปเป็น 7 แนวคิดระดับโลก สำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ความสำเร็จ’ อย่างถูกต้องนะครับ
.
1. คนที่ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ มักเคยผ่านความล้มเหลวแบบสุดๆมาแล้วเช่นกัน

2. คนที่ล้มเหลวแล้วผ่านมาได้ มักจะทะยานไปได้ไกลกว่าเดิม

3. คนที่จะสำเร็จ ไม่ใช่คนที่หลีกเลี่ยงความล้มเหลว แต่ต้องเป็นคนที่โอบกอดความล้มเหลวแล้วเรียนรู้จากมัน โดยที่ยังไม่ยอมแพ้

4. 98% ของคนที่ไม่เคยล้มเหลว คือคนที่ไม่เคยทำห่าอะไร

5. บางครั้งที่คุณทำอะไรแล้วล้มเหลวมาหลายครั้งแล้วแบบไม่สำเร็จซักที นั่นเป็นเพราะว่าคุณยังล้มเหลวไม่มากพอ หรือไม่ก็คุณเรียนรู้จากความล้มเหลวเก่าๆไม่มากพอ

6. 1 keyword ที่คุณอยากประสบความสำเร็จคือความล้มเหลว (failure) และ 2 keywords ที่คุณต้องใช้เมื่อเจอความล้มเหลว คือ’เรียนรู้’ (lesson learn)และ’ไม่ยอมแพ้’ (never give up)

7. คำว่า “ล้มเหลว” เป็นเรื่องชั่วคราว แต่คำว่า”ล้มเลิก” เป็นเรื่องถาวร คนเราจะไม่มีทาง’แพ้’จนกว่าจะ’ยอมแพ้’
.
จำไว้นะครับ เรียนรู้และไม่ยอมแพ้
โชคดีครับทุกคน
.
“Success is going from failure to failure without loss of enthusiasm”
– Winston Churchill –

.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o

12662721_1696541777227818_2094518250108973828_n

ระหว่าง ความสุขกับความสำเร็จ คุณควรเลือกอะไร

ระหว่าง ความสุขกับความสำเร็จ คุณจะเลือกอะไร
.
ขอให้ตอบในใจก่อน แล้วค่อยเลื่อนไปดูต่อนะครับ
.
.
.
.
.
ถ้าคุณเลือกความสุข คุณเลือกผิด!
งั้น เลือกความสำเร็จละกัน ก็ผิดอีก!!
เอ้าา งั้นให้เลือกอะไรล่ะงั้น!?
.
บอกตรงๆเลย คำถามนี้หรือคนที่ถามคำถามนี้งี่เง่าครับ เพราะจริงๆแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเลือกเลย
เรื่องจริงก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขและความสำเร็จไปพร้อมๆกันทั้งสองอย่าง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลือกอะไร
.
และจริงๆของจริงๆคือ คุณไม่จำเป็นต้องมีแค่ 2 อย่างนี้ คุณสามารถมีทั้งความสุข ความสำเร็จ ความร่ำรวย หน้าที่การงานก้าวหน้า มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา มีครอบครัวที่อบอุ่น และมีสุขภาพที่แข็งแรงไปพร้อมๆกันได้หมด
.
บางทีเรามักจะเจอคำถามที่งี่เง่า ให้เลือกทางใดทางหนึ่งเช่น
– ระหว่างเงินกับความสุข จะเลือกอะไร
– ระหว่างงานกับครอบครัว จะเลือกอะไร
– ระหว่างงานกับสุขภาพ จะเลือกอะไร
โอย มีแนวๆนี้อีกเพียบ!!
.
บอกเลยว่าคุณไม่จำเป็นต้องเลือกครับ! เพราะทุกอย่างที่ว่ามา เป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างและมีทุกอย่างไปพร้อมๆกันได้ นี่ไม่ใช่การไปเที่ยวปีใหม่ ที่ถ้าคุณเลือกไปภูเขาแล้วจะอดไปทะเล คุณถึงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
.
แต่นี่คือชีวิตที่คุณเป็นเจ้าของ และมีสิทธิ 100% ที่จะเลือกและสร้างชีวิตคุณในแบบที่คุณต้องการ
.
ฟังดูเว่อร์ ขายฝัน ขายตรงมากใช่มะ??
แต่นี่เรื่องจริงครับ หนังสือจิตวิทยานับพันเล่มทุกเล่มบอกตรงกันแบบนี้
.
กลับมาที่คำถามของเรา “ระหว่าง ความสุขกับความสำเร็จ คุณจะเลือกอะไร” คำตอบที่ถูกต้องคือ ชีวิตคุณต้องมีทั้ง 2 อย่างนี้!
.
แต่บางคนมักจะเข้าใจผิดคอนเซปนี้นิดหน่อย เพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าจะต้องมีความสำเร็จก่อนแล้วค่อยมีความสุข
.
ต้องทำงานๆๆๆให้เลื่อนตำแหน่ง หรือธุรกิจขยายเติบโต มีตังค์เยอะๆก่อน แล้วจะมีความสุข บางคนทำงานเก็บตังค์อย่างเดียวไม่ใช้เลย รอมีความสุขในบั้นปลาย
.
จริงๆ เข้าใจงี้ไม่ผิดครับ แต่ออกแนวเสียดายมากกว่า เพราะความสุขไม่ใช่เรื่องของ Future ครับ แต่ความสุขเป็นเรื่องของ Now
.
Albert Schweizer นักเขียนชาวเยอรมันบอกว่า “Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success. If you love what you are doing, you will be successful.”
.
ความสำเร็จบางทีไม่ได้นำพาความสุขเสมอไป แต่ความสุขต่างหากล่ะ ที่จะนำพาความสำเร็จ ถ้าคุณรักสิ่งที่คุณทำ รักทุกวันที่คุณใช้ชีวิต รักสิ่งคุณเป็นและชอบสิ่งที่คุณมี คุณจะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ
.
ชีวิตเกิดมาครั้งเดียว ชาติหน้ามีจริงรึเปล่าไม่รู้ แต่ชาตินี้มีจริงแน่ๆ ความลับก็คือ คุณสามารถใช้ชีวิตเหมือนขึ้นสวรรค์ได้เลยในชาตินี้ โดยไม่ต้องรอและลุ้นชาติหน้า!
.
มีความสุขกันมากๆทุกวันนะครับทุกคน!
.
Happiness is a choice, not a result. Nothing will make you happy until you choose to be happy!!

.
.
.
#MIB Marketing in Black
การตลาดง่ายๆเพียงปลายนิ้ว
By #ครูชัย (@kruchai_mib)
อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมดของ M.I.B
www.marketinginblack.net
มาพูดคุยและรับอาหารสมองดีๆแบบนี้ได้ที่
Line@ : @marketinginblack (ต้องใส่ @ นำหน้า) หรือกด Add ที่ลิงค์ได้เลยครับ >>> http://goo.gl/xfdp9o